เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

คลัง-สตง.กดดันประมูลคลื่น จี้กสทช.ส่งเงินเยียวยาหลังหมดสัมปทาน

26 เม.ย. 2561 | 19:29น.

สตง.จี้ กสทช. เร่งเรียกเงินเยียวยาสัมปทาน “ทรูมูฟ-ดีพีซี” และจ่ายค่าเช่าโครงข่ายให้ “แคท” หลังค้างเติ่งตั้งแต่ ก.ย. 56 กำชับจัดสรรคลื่นใหม่อย่าให้ซ้ำรอย “วงใน” ชี้คู่สัมปทาน-กสทช. ฟ้องกันอุตลุดเฉียดแสนล้าน ฟาก “ดีแทค” รอลุ้นบอร์ดเคาะเกณฑ์ประมูล “ทรู” หวังบอร์ดทบทวนราคาตั้งต้น

แหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ส่งรายงานผลการพิจารณาเกณฑ์การตรวจสอบรายได้แผ่นดินนำส่งคลัง ตามประกาศ กสทช. เรื่องมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (ประกาศมาตรการเยียวยาฯ) ในส่วนของสัมปทานระหว่าง บมจ.กสท โทรคมนาคม(แคท) กับบริษัท ทรูมูฟ จำกัด และบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด (ดีพีซี) และย้ำให้ กสทช.เร่งแก้ไขปัญหา เพราะสัมปทานสิ้นสุดตั้งแต่ ก.ย. 2556 และให้เร่งจัดสรรคลื่นภายใต้สัมปทานดีแทคให้ทันหมดสัมปทาน ก.ย. 2561

ยากพิสูจน์รายได้-รายจ่าย

สตง. พบว่า รายได้ที่ต้องนำส่งตาม ความเห็นสำนักงาน กสทช. และของคณะทำงานสนับสนุนการตรวจสอบรายได้แผ่นดินนำส่งคลังในช่วงระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการ ประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวงการคลัง กระทรวงไอซีที สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและบัญชี และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ แตกต่างกันเนื่องจากมีเกณฑ์พิจารณารายได้และรายจ่ายต่างกัน

โดยในหมวดของรายได้คณะทำงาน เห็นว่า รายได้รวมของ “ทรูมูฟ” อยู่ที่ 20,982.87 ล้านบาท แต่สำนักงาน กสทช. เห็นว่าอยู่ที่ 7,833.44 ล้านบาท ขณะที่รายได้ของ “ดีพีซี” คณะทำงาน เห็นว่าอยู่ที่ 1,943.98 ล้านบาท สำนักงาน กสทช. เห็นว่าอยู่ที่ 1,948.36 ล้านบาท

“คณะทำงาน และสำนักงาน เรียกเอกสารในการตรวจสอบรายได้และค่าใช้จ่ายไม่ครบถ้วน การพิจารณาส่วนใหญ่มาจากบัญชีแยกประเภทที่ผู้ให้บริการจัดส่งให้โดยไม่ได้ตรวจสอบเอกสารประกอบการบันทึกบัญชี ทั้งมีการกำหนดเกณฑ์อัตราสัดส่วนการคำนวณค่าใช้จ่ายที่ต่างกัน และค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ใช้เกณฑ์ปันส่วนต้นทุน ซึ่งยากต่อการพิสูจน์ในบางรายการ เนื่องจากอุปกรณ์โครงข่ายถูกรื้อไปหมดแล้ว”

โดย “ทรูมูฟ” คณะทำงานมีความเห็นตัวเลขค่าใช้จ่ายที่ 3,245.72 ล้านบาท สำนักงาน กสทช. ระบุที่ 5,680.20 ล้านบาท

ขณะที่ “ดีพีซี” คณะทำงานระบุค่าใช้จ่ายที่ 1,073.42 ล้านบาท สำนักงาน กสทช. อยู่ที่ 761.82 ล้านบาทเมื่อตรวจสอบยันกับ “แคท” เจ้าของสัมปทาน พบว่า ทั้ง 2 บริษัทไม่ได้จ่ายค่าเช่าโครงข่ายให้แคท ทำให้หน่วยงานของรัฐ ขาดรายได้ที่ควรจะได้

ฟ้องอุตลุดเฉียดแสนล้าน

แหล่งข่าวกล่าวต่ออีกว่า ช่วงปี 2558 สำนักงาน กสทช. ได้ส่งหนังสือแจ้งมติและให้ทั้ง “ทรูมูฟ-ดีพีซี” จ่ายเงินรายได้ช่วงเยียวยาหลังสิ้นสุดสัมปทานงวดแรก (16 ก.ย. 2556 – 17 ก.ค. 2557) โดยเรียกจาก ทรูมูฟ 1,069.9 ล้านบาทดีพีซี 628 ล้านบาท แต่ทั้ง 2 บริษัทยื่นฟ้อง กสทช. ต่อศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนคำสั่ง ทางสำนักงาน กสทช. จึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้ทั้ง2 บริษัทชำระหนี้ดังกล่าวเช่นกัน

ขณะที่ทางแคทยื่นฟ้องทั้งสำนักงาน กสทช. บอร์ด รวมถึงทรูมูฟ และดีพีซี ต่อศาลปกครองกลางเพื่อให้ชำระค่าใช้หรือค่าตอบแทนการใช้เครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมและโครงข่าย ตั้งแต่ 16 ก.ย. 2556-3 ธ.ค. 2558 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 67,150.89 ล้านบาท

ด้านสัมปทานมือถือบนคลื่น 900 MHz ระหว่าง บมจ.ทีโอที และเอไอเอส ซึ่งสิ้นสุดเมื่อ 30 ก.ย. 2558 และต้องเข้าสู่กระบวนการเยียวยาตามประกาศ กสทช. ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2558 – 30 มิ.ย. 2559 ปรากฏว่า เมื่อ 1 พ.ค. 2560 เอไอเอส ยื่นฟ้องสำนักงาน กสทช. และบอร์ด รวมถึงคณะทำงานต่อศาลปกครองกลาง ขอให้เพิกถอนหนังสือสั่งการและมติที่ให้เอไอเอสนำส่งรายได้ในช่วงเวลาเยียวยา 7,221 ล้านบาท ทำให้วันที่ 15 มิ.ย. 2560 สำนักงาน กสทช. และบอร์ด กสทช. ยื่นฟ้องเรียกหนี้จากบริษัทเช่นกัน

“การดำเนินการตามประกาศมาตรการเยียวยาหลังสิ้นสุดสัมปทานทุกราย และอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองไม่มีทางที่จะนำส่งเงินรายได้จากการให้บริการในช่วงนั้นจะเป็นรายได้แผ่นดินได้เร็ว ๆ นี้กว่าคดีจะจบก็ราว ๆ 10 ปี”

ดีแทคลุ้นเกณฑ์ประมูล

สำหรับการประชุมบอร์ด กสทช. 25 เม.ย. จะพิจารณาร่างหลักเกณฑ์ในการประมูลคลื่น 1800 MHz จำนวน 45 MHz ในสัมปทานดีแทคว่าจะนำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเริ่มกระบวนการประมูลหรือไม่ สาระสำคัญคือจะประมูล 3 ใบอนุญาตละ15 MHz ราคาเริ่มต้น 37,457 ล้านบาท อายุ 15 ปี ใช้กฎ N-1

แหล่งข่าวจาก บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ”ว่า เชื่อว่าบอร์ดชุดนี้จะพิจารณาอย่างละเอียดเกี่ยวกับเกณฑ์การประมูล หลังชัดเจนว่าจะไม่มีบอร์ด กสทช. ชุดใหม่เร็วๆ นี้ เนื่องจากร่างหลักเกณฑ์ที่นำเสนอให้บอร์ดพิจารณาคือร่างเดิมก่อนเปิดประชาพิจารณ์ และมีความเสี่ยงหลายด้านที่จะทำให้ไม่สามารถจัดสรรคลื่นใหม่ได้ทั้งหมด

“ดีแทคให้ความเห็นไปแล้วในประชาพิจารณ์ แต่ กสทช.เหมือนไม่รับฟัง ก่อนนี้เหมือนจะปรับหลักเกณฑ์ให้แบ่งคลื่นเป็น 9 ไลเซนส์ แต่หากยังเป็นเงื่อนไขเดิม เอไอเอส, ทรู อาจไม่จำเป็นที่จะเข้าประมูล ส่วนดีแทคต้องรอความชัดเจนก่อนประเมินสถานการณ์อีกครั้ง”

ถ้าบอร์ดเดิมมีมติให้รอบอร์ดชุดใหม่ กระบวนการประมูลจะเริ่มได้เร็วที่สุดต้นปี 2562 และต้องใช้มาตรการเยียวยาหลังสิ้นสุดสัมปทานเป็นเวลานาน

ทรูมั่นใจเคาะเกณฑ์เดิม

แหล่งข่าวจาก บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มีโอกาสที่บอร์ด กสทช.จะเคาะเกณฑ์ประมูลตามที่สำนักงาน กสทช.เสนอ เพราะหากแตกต่างไปจากการประมูลคลื่น 1800 MHz หนก่อนนี้ อาทิ แบ่งไลเซนส์ให้มีขนาดเล็กลงมีความเสี่ยงที่จะผู้ชนะประมูลหนก่อนฟ้องร้อง รวมถึงมีความเสี่ยงที่จะจัดสรรคลื่นได้น้อยลงไปอีก

“หากแบ่งเป็นไลเซนส์ละ 15 MHz เหมือนเดิม อย่างน้อยดีแทคก็จะเข้า1 ราย แต่ถ้าซอยย่อยเป็น 5 MHz มีโอกาสขายออกได้น้อยกว่า 15 MHz เพราะเอไอเอสและทรู มีความจำเป็นไม่มาก และหากมีคลื่นเหลือ ก็เป็นอำนาจของบอร์ดชุดใหม่ที่จะทบทวนการกำหนดราคาตั้งต้นประมูลใหม่เพื่อจูงใจให้มีผู้เข้าประมูลมากขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่บอร์ดชุดใหม่เข้ามารับหน้าที่แล้วจะมีการทบทวนมติเดิม ๆ ไม่ใช่เรื่องที่น่าเกลียดอะไร”

คลังหวังเงินประมูล 4.7 หมื่น ล.

ปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้ทำหนังสือแจ้งมา กสทช. โดยระบุว่า ได้จัดประมาณการรายได้จากการประมูลใบอนุญาตภายใต้สัมปทานดีแทคไว้ที่ 47,700 ล้านบาท และประมาณการภาษี รวมถึงรายได้อื่น ๆ อีก 1,941.7 ล้านบาท บนสมมุติฐานว่า คลื่น 1800 MHz จะมีชนะการประมูลได้ทั้งหมด และสามารถชำระเงินงวดแรก 50% ของราคาที่ชนะประมูลได้ทันภายใน ก.ย. 2561 ดังนั้นเพื่อให้รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ตามแนวทางการจัดงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ 2561 กระทรวงการคลังจึงขอความอนุเคราะห์จาก กสทช. ในการจัดประมูลใบอนุญาตและนำส่งรายได้จากการประมูลภายในปีงบประมาณ 2561 ด้วย