กรุงศรีพลิกโลกธุรกิจ พา SMEs สู่รั้ว ESG Academy
ต้องยอมรับว่าตลอดเวลา 2-3 ปี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มองเห็นความไม่ปกติของโลกใบนี้ โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เกิดความแปรปรวนมากขึ้นทุกขณะ ผลเช่นนี้ จึงทำให้ ธนาคารกรุงศรีฯพยายามมองหา “ทางรอด” มากกว่า “ทางเลือก” ในการช่วยเหลือลูกค้า ยิ่งเฉพาะกับลูกค้าสินเชื่อ SMEs ที่ประกอบธุรกิจขนาดเล็ก อันเกี่ยวข้องกับธุรกิจสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ตลอดเวลาผ่านมา ผู้บริหารธนาคารมักเชิญชวนผู้มีความรู้ นักวิชาการ และนักธุรกิจมาให้ความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม (E-Environment), สังคม (S-Social) และธรรมาภิบาล (G-Governance) หรือ “ESG” ผ่านเวทีสัมมนาทางธุรกิจต่าง ๆ รวมถึงบทความ และสื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ลูกค้ามีความรู้ และมีความตระหนักในเรื่องผลกระทบเหล่านี้
เพราะบริบทโลกธุรกิจสมัยใหม่ ต่างนำ “ESG” มาขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจ เพื่อก้าวไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต
ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ธนาคารกรุงศรีฯจัดทำโครงการ Krungsri ESG Awards 2023 เมื่อปีที่ผ่านมา โดยร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สมาคมธุรกิจเพื่อสังคม, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
สำหรับปีนี้ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จัดทำโครงการ Krungsri ESG Awards 2024 เป็นครั้งที่ 2 ทั้งยังขยายความร่วมมือกับอีก 2 หน่วยงาน คือ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ธนาคารกรุงศรีฯผสานความร่วมมือ ด้วยการจัดทำโครงการ Krungsri ESG Academy 2024 เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกกว่า 70 องค์กร มาเรียนรู้เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจตามกรอบ ESG จากผู้เชี่ยวชาญตลอดระยะเวลา 4 เดือน
ที่ไม่เพียงเนื้อหาจะครอบคลุมเรื่องการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน, การจัดการด้านสภาพภูมิอากาศ, การบริหารความเสี่ยง และภาวะวิกฤต ยังรวมถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจ หรือกิจกรรมสีเขียว ตามนิยาม Thailand Taxonomy พร้อมกับพัฒนาแผนในการปรับเปลี่ยนธุรกิจตามกรอบ ESG Transition Plan อีกด้วย

เบื้องต้น “ดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์” ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจ SMEs ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของภาคการเงิน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน จึงมีแนวทางที่จะยืนอยู่เคียงข้างผู้ประกอบการ SMEs ผ่านการสนับสนุนทางการเงิน และส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจด้าน ESG โดยมีเป้าหมาย 3 เรื่องด้วยกัน คือ
หนึ่ง ส่งเสริมความรู้ให้ผู้ประกอบการเข้าใจถึงความสำคัญของ ESG รวมถึงแนวทางในการสร้างความยั่งยืน
สอง ให้การช่วยเหลือธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อพัฒนาแผนการเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ความยั่งยืนที่นำไปใช้ได้จริง
สาม ขยายโอกาสให้ธุรกิจเข้าถึงเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน เพื่อสร้างพันธมิตรในการต่อยอดด้าน ESG ครบทุกมิติ
การปรับตัวสู่ ESG เปรียบเสมือน Journey ซึ่ง Journey แต่ละครั้งต้องใช้เวลา ธนาคารกรุงศรีฯเดินลำพังบนเส้นทางนี้ไม่ได้ จึงต้องมีนักธุรกิจ ลูกค้า SMEs ที่มีวิสัยทัศน์ และมีเจตนารมณ์เหมือนกัน เพื่อปรับตัวไปสู่ความยั่งยืนพร้อม ๆ กัน
และดิฉันเชื่อว่า ธุรกิจ SMEs กว่า 70% ยังมีช่องว่างของความเข้าใจที่จะเข้าไปส่งเสริม และให้ความรู้ ยิ่งเมื่อดูข้อมูลจากปีที่แล้วที่เราทำโครงการ Krungsri ESG Awards 2023 พบว่า ผู้ประกอบการ SMEs มีความสนใจเรื่อง ESG เป็นพื้นฐานอยู่ส่วนหนึ่ง ทั้งยังมีความเข้าใจในเป้าหมายทั้ง 3 ด้านดังที่กล่าวมา
ที่สำคัญ ไม่ได้มีผู้ประกอบการด้านพลังงานอย่างเดียวที่สนใจเรื่องพวกนี้ แต่มีหลากหลายธุรกิจมาก ทั้งภาคการผลิต ภาคเทรดดิ้ง กลุ่มโลจิสติกส์ พูดง่าย ๆ คือครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม จนทำให้ Krungsri ESG Awards 2024 มีผู้ประกอบการ SMEs กว่า 70 องค์กรที่ผ่านการพิจารณาให้เข้าร่วมอบรม ซึ่งเป็นปีแรกที่เราร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ฉะนั้น ตัวหลักสูตรจะเรียนประมาณ 4 เดือน ส่วนอีก 2 เดือนเป็นเรื่องการทำแผนการเปลี่ยนแปลง (Transition Plan) และกระบวนการในการตัดสิน Krungsri ESG Awards รวม ๆ แล้วก็ประมาณ 6 เดือน
“ดวงกมล” กล่าวต่อว่า จริง ๆ แล้วธนาคารกรุงศรีฯได้รับความร่วมมือจากพันธมิตร รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในวงการ ESG มาโดยตลอด จนทำให้มั่นใจว่า สินเชื่อเพื่อส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainable Finance) จะเกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการ SMEs อย่างยั่งยืน
ผลเช่นนี้ จึงทำให้ปีนี้ จึงดำเนินการปล่อยสินเชื่อสำหรับกลุ่มลูกค้า SMEs กว่า 4,500 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้านิติบุคคล, ลูกค้าธุรกิจญี่ปุ่น, สมาชิกของสมาคมธุรกิจเพื่อสังคม (SE Thailand) และผู้ประกอบการทั่วไปที่มียอดขายไม่เกิน 1,000 ล้านบาท
“ที่น่าสนใจตอนนี้เริ่มมีผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจโซลาร์รูฟท็อป และธุรกิจอีวีสเตชั่นมากขึ้น เพราะคงมองเห็นแล้วว่าธุรกิจนี้มีอนาคต เพียงแต่ 2 ธุรกิจนี้อาจมีความแตกต่างกัน ยกตัวอย่างพวกที่ทำธุรกิจโซลาร์รูฟท็อป แรก ๆ อาจจะลงทุนสูง แต่พอผ่านไป 3-5 ปี ก็คืนทุนแล้ว
ขณะที่ธุรกิจอีวีเป็นโอกาสทางธุรกิจ เพราะเติบโตมาพร้อม ๆ กับรถยนต์อีโคคาร์ กอปรกับเป็นนโยบายภาครัฐกำลังส่งเสริมอยู่ด้วย จึงน่าที่จะทำให้ในอนาคตสถานีชาร์จรถยนต์อีวีก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย”

ขณะที่ “ผศ.ชล บุนนาค” ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเสริมว่า สำหรับ Krungsri ESG Academy 2024 เราตั้งใจให้เป็นการเรียนรู้แบบ Step by Step จากภาพใหญ่ และค่อย ๆ เจาะลงไปในภาพย่อย
ซึ่งไม่เพียงจะดีไซน์หลักสูตรให้ผู้เรียนเข้าใจภาพรวมของ ESG ในคลาสแรก หากยังสอนให้เข้าใจเรื่องความยั่งยืนในธุรกิจประเภทต่าง ๆ รวมถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติด้วย
ดังนั้น สิ่งที่จะต้องผสมผสาน และพยายามสอดแทรกลงไปในเนื้อหา จึงมีเรื่องการเปลี่ยนแปลงของโลกจะส่งผลต่อธุรกิจอย่างไร ดังนั้น คลาสนี้จึงเรียนเกี่ยวกับการทำแผนการเปลี่ยนแปลง (Transition Plan) เพื่อวิเคราะห์ว่า บริษัท หรือสินค้าของผู้ประกอบการส่งผลกระทบเชิงบวก หรือลบอย่างไรต่อความยั่งยืน และควรจะวางยุทธศาสตร์ไปสู่ความยั่งยืนอย่างไรบ้าง
“ส่วนคลาสที่ 3 จะโฟกัสลงไปในแต่ละธุรกิจของผู้เรียนว่าพวกเขาสนใจเรื่องอะไร ตรงนี้เราจะใช้ข้อมูลของแบงก์กรุงศรีฯที่ทำการสำรวจแต่แรกว่าพวกเขาอยากเรียนเรื่องอะไรมาเรียงลำดับความน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน, การจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
รวมถึงความรู้ความเข้าใจเรื่องการมีส่วนร่วมกับชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ส่วนคลาสสุดท้าย จะเป็นการเยี่ยมชมบริษัทต่าง ๆ ที่ประสบความสำเร็จในการนำ ESG หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาประยุกต์ใช้”
ต่อจากนั้นจึงให้ผู้เข้าร่วมโครงการ Krungsri ESG Academy 2024 นำเสนอแผน “ESG Transition Plan” อีกครั้ง เพื่อดูว่าแต่ละบริษัทสามารถติดกระดุม 3 เม็ดถูกหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ESG, ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอันเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่คุณค่าธุรกิจ และการนำธุรกิจก้าวไปสู่ความยั่งยืนในระดับประเทศ

ถึงตรงนี้ “ปีตาชัย เดชไกรศักดิ์” กรรมการและเลขานุการสมาคมธุรกิจเพื่อสังคม (SE Thailand) กล่าวเพิ่มเติมว่า ผมมองว่าคนเจเนอเรชั่นซี โตมากับปัญหา พวกเขามองเห็นปัญหาที่เคยมีตั้งแต่ 50 ปีที่แล้ว ถูกนำเสนอผ่านติ๊กต๊อก, อินสตาแกรม และช่องทางจากโซเชียลมีเดียต่าง ๆ จึงทำให้ไม่อยากทำธุรกิจในโลกเดิม ๆ พวกเขาจึงหันมาทำธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise-SE) เพื่ออยากแก้ปัญหาต่าง ๆ
“SE Thailand จึงเป็นแพลตฟอร์มหนึ่งที่มาช่วยผู้ประกอบการเหล่านี้ เพราะนอกจากจะมี ข้อมูล รีเสิร์ช กลยุทธ์ และอะไรต่าง ๆ เพื่อให้พวกเขาเข้ามาเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มของเรา ยังมีกรณีศึกษาให้ผู้สนใจเข้ามาดู และชมตัวอย่างของผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จอีกด้วย
ดังนั้นในมุมมองของผม การที่ธนาคารกรุงศรีฯเข้ามาสนับสนุนรางวัล และอะคาเดมีครั้งนี้ จึงน่าจะมีประโยชน์อย่างมากต่อผู้ประกอบการ SMEs และผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคม”
เพราะจะได้นำสินเชื่อสีเขียวเหล่านี้ไปต่อยอดในการพัฒนาประเทศเพื่อความอย่างยั่งยืนต่อไป