บาทเคลื่อนไหวกรอบแคบ จับตารอตัวเลขเงินเฟ้อ
ค่าเงินบาท
ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวกรอบแคบ จับตารอตัวเลขเงินเฟ้อ
วันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 14 พฤษภาคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (14/5) ที่ระดับ 36.80/81 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (13/5) ที่ระดับ 36.80/81 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบสกุลเงินหลัก ส่งผลให้สกุลเงินในภูมิภาคเอเชียอ่อนค่าเล็กน้อย
โดยค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ เพื่อรอปัจจัยเพิ่มเติม เนื่องจากยังไมมีปัจจัยใหม่ นักลงทุนจับตาถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดในการประชุมประจำปีของสมาคมธนาคารต่างชาติที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ วันนี้ (14/5) หลังมีการกล่าวในการประชุมเฟด เมื่อวันที่ 1/5 ว่าเฟดจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อไปในเดือน มิ.ย. และข้อมูลเงินเฟ้อของสหัฐ ทั้งดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในวันที่ 14/5 และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในวันที่ 15/5 เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้กำหนดเวลาในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ
การกล่าวสุนทรพจน์ของนายพาวเวลล์จะมีขึ้น ก่อนที่กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยดัชนี CPI ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคเดือน เม.ย. โดยนักวิเคราะห์คาดว่าดัชนี CPI ทั่วไป (Headline CPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะปรับตัวขึ้น 3.4% ในเดือน เม.ย. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 3.5% ในเดือน มี.ค. ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน คาดว่าปรับตัวขึ้น 3.6% ในเดือน เม.ย. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 3.8% ในเดือน มี.ค.
ทั้งนี้ มอร์แกน สแตนลีย์ คาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อครั้ง จำนวน 3 ครั้งในปีนี้ เจ้าหน้าที่เฟดส่วนใหญ่แสดงความเห็นสอดคล้องกันในช่วงที่ผ่านมา โดยระบุว่า เฟดจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับปัจจุบันต่อไป จนกว่าจะมีความมั่นใจว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวลงสู่ระดับเป้าหมายของเฟดที่ 2% อย่างยั่งยืน ขณะที่ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ โดยจะเกิดขึ้นในเดือน ก.ย. และ ธ.ค.
สำหรับปัจจัยในประเทศวานนี้ (13/5) ทางด้าน รมว.คลังเปิดเผยว่า ยังไม่มีกำหนดหารือกับ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยอยู่ระหว่างการนัดหมายและยืนยันว่าไม่มีแนวคิดโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน Financial Institutions Development Fund : FIDF) ไปอยู่ในบัญชีบริหารหนี้ของ ธปท.
ซึ่งจุดประสงค์ที่เข้าหารือ คือ ต้องการให้สถานะการเงินของประเทศมีความมั่นคง มีทุนสำรองที่เพียงพอ เห็นประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น และการเติบโตเศรษฐกิจ สืบเนื่องจากข่าวจากกระทรวงการคลัง กรณีที่รัฐบาลมีแนวคิดโอนหนี้ FIDF ไปอยู่ในบัญชีบริหารหนี้ของ ธปท.เพื่อขยายพื้นที่ทางการคลังในการทำนโยบายเพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถทำได้ผ่านการแก้ไขกฎหมาย
โดย ธปท.เป็นผู้แก้นิยาม “หนี้สาธารณะ” ใน พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 เนื่องจากหลักการหนี้ FIDF ไม่ได้เป็นภาระงบประมาณ ปัจจุบัน ธปท.เป็นผู้รับภาระจ่ายคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งหากโอนหนี้ FIDF ไปให้ ธปท. จะส่งผลให้หนี้สาธารณะลดลงได้ราว 5.5% ต่อตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
โดยกระทรวงการคลังประเมินว่า ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2567 หนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยอยู่ที่ 65.03% ซึ่งยังไม่รวมการทำโครงการทำดิจิทัลวอลเลต และหนี้สาธารณะต่อ GDP ไม่ชนเพดานหนี้สาธารณะตามที่กฎหมายกำหนดให้ไม่เกิน 70% ต่อ GDP อีกทั้งให้ความเห็นว่า การที่หนี้ FIDF มาอยู่ในหนี้สาธารณะนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ควร เนื่องจาก ธปท.เป็นหน่วยงานที่ชำระหนี้ ที่ได้เงินจากการเก็บเงินจากสถาบันการเงินเข้ากองทุนที่ 0.46% และรายได้อื่น ๆ ที่มีด้วย
ทั้งนี้ในระหว่างวันบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 36.69-36.82 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 36.69/70 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (14/5) ที่ระดับ 1.0785/86 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (13/5) ที่ระดับ 1.0780/84 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร นักลงทุนรอการเปิดเผย CPI (17/5) และ GDP (15/5) ของยูโรโซน เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งมีการคาดกันว่าอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในเดือน มิ.ย. ทั้งนี้ในระหว่างวันยูโรเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.0773-1.0793 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.093/95 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (14/5) ที่ระดับ 156.44/45 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (13/5) ที่ระดับ 155.86/87 ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ระบุในวันนี้ (14/5) ว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (CGPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากภาคค้าส่งของญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้น 0.9% ในเดือน เม.ย. เมื่อเทียบเป็นรายปี และทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า ขณะที่เงินเยนอ่อนค่าลงได้เพิ่มต้นทุนการนำเข้า
ทั้งนี้ ตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (CGPI) เดือน เม.ย.ดังกล่าวเทียบกับตัวเลขคาดการณ์มัธยฐานของนักวิเคราะห์ที่การปรับขึ้น 0.8% และตามหลังการปรับขึ้น 0.9% ในเดือน มี.ค. ข้อมูลระบุว่า ดัชนีราคาสินค้านำเข้าในสกุลเยนพุ่งขึ้น 6.4% ในเดือน เม.ย.จากปีก่อนหน้า หลังจากปรับขึ้น 1.4% ในเดือน มี.ค. ซึ่งสะเทือนถึงการปรับลดลงอย่างหนักหน่วงเมื่อไม่นานมานี้ของค่าเงินเยน ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 156.21-156.56 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 156.37/40 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในวันนี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐเดือน เม.ย.
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -9.6/9.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -7.5/-6.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ