เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ตลท. มั่นใจ “เศรษฐกิจ-กำไร บจ.” ครึ่งปีหลังฟื้นชัด เฟดหั่นดอกเบี้ยจุดเปลี่ยนลงทุนครั้งใหญ่

06 มิ.ย. 2567 | 18:52น.
ตลท.

ตลท.

ตลาดหลักทรัพย์ฯ มั่นใจ “เศรษฐกิจไทย-กำไรบริษัทจดทะเบียน” ครึ่งปีหลังฟื้นชัด แรงหนุนภาคท่องเที่ยว-เบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ระบุเฟดหั่นดอกเบี้ยจุดเปลี่ยนลงทุนครั้งใหญ่ในตลาด Emerging Market จับตาประชุมเฟด 12 มิ.ย.นี้

วันที่ 6 มิถุนายน 2567 นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ค่อนข้างมั่นใจว่าช่วงครึ่งปีหลังภาพเศรษฐกิจไทยและความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหุ้นไทย จะดีกว่าครึ่งปีแรก โดยจากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่มีลักษณะเป็นรูป K-Shaped ซึ่งตอนนี้ K ขาบนที่ฟื้นตัวไปแล้ว เช่น ธุรกิจธนาคาร, ธุรกิจไอที เป็นต้น

ส่วน K ขาล่าง ก็คือสิ่งที่รัฐบาลพยายามออกมาตรการมากระตุ้น ซึ่งกระตุ้นได้ถูกจุด เพราะภาคท่องเที่ยว อาหาร การบริโภคในประเทศ เป็นอะไรที่เกี่ยวกับการใช้งบประมาณรัฐบาล ซึ่งไม่มีงบประมาณมาเกือบปีกว่า ๆ ดังนั้นปัจจัยนี้จึงเป็นตัวที่ทำให้ค่อนข้างมั่นใจว่าครึ่งปีหลังก็จะดีกว่าครึ่งปีแรกแน่ ๆ เพราะเรื่องเกี่ยวกับการท่องเที่ยว Well-being การบริโภคในประเทศ

การใช้จ่ายภาครัฐกลับมาได้ ซึ่งจะเข้ามาเสริมกับภาคธุรกิจที่มีการฟื้นตัวไปแล้ว น่าจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น และความสามารถในการทำกำไรของ บจ.ไทยกลับมาดีขึ้น พร้อมทั้งระหว่างทางก็จะมีมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวเมืองรองที่ช่วยเสริมในช่วงโลว์ซีซั่นอีกด้วย

“ไตรมาส 4/2566 ภาคท่องเที่ยวเป็นช่วงไฮซีซั่น และงบประมาณภาครัฐโดยมากจะเบิกจ่ายช่วงไตรมาส 2-3 หลังงบประมาณผ่านปลายเดือน เม.ย. ดังนั้นภาคท่องเที่ยวและการเบิกจ่ายงบประมาณจะเป็น 2 ปัจจัยกระตุ้นได้ดี รวมไปถึงหากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มลดดอกเบี้ย ก็จะเป็นจุดเปลี่ยนลงทุนครั้งใหญ่ (Big turning Point) ของการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market)” นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวเสริม

นายศรพลกล่าวต่อว่า สำหรับในช่วงเดือน พ.ค. 2567 ภาพรวมดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ปิดที่ 1,345.66 จุด ปรับตัวลดลง 1.6% จากเดือน เม.ย. 2567 แต่หากนับจากต้นปี (YTD) ลดลง 5% โดยสาเหตุหลักมาจากท่าทีที่ชัดขึ้นของเฟด ยังคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปอีกสักระยะ หรือที่เรียกว่า Higher for Longer

ซึ่งจากเดิมเมื่อช่วงต้นปีตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย 2-3 ครั้งในปีนี้ แต่ปัจจุบันคาดว่าจะลดดอกเบี้ยแค่ 1 ครั้งในช่วงปลายปี (ธ.ค.) สาเหตุเพราะเงินเฟ้อกดไม่ลง โดยหนึ่งในต้นเหตุคือความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง (ทะเลแดง) ที่ทำให้สายการเดินเรือใหญ่ปรับเส้นทางขนส่ง ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนค่าระวางเรือ และราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายชนิดจะยังทรงตัวในระดับสูง กระทบเงินเฟ้อที่ปรับลดลงช้ากว่าคาด แม้ว่าตลาดแรงงานส่งสัญญาณชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องติดตามคือ การประชุมเฟดในวันที่ 12 มิ.ย. 2567 โดยเฉพาะตัวเลขการว่างงานของสหรัฐที่ออกมาล่าสุดแย่กว่าคาด ซึ่งอาจจะมีการส่งสัญญาณว่าถึงเวลาแล้วที่เฟดควรจะให้น้ำหนักเรื่องการจ้างงานสหรัฐ หรือ GDP สหรัฐมากกว่าเรื่องเงินเฟ้อที่เกิดจากซัพพลายไซด์ ดั้งนั้นในช่วงสัปดาห์นี้เป็นช่วง Wait and See จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงของท่าทีเฟด เพราะเป็นทิศทางใหญ่ที่มีผลกระทบทั่วโลก หากเฟดยังไม่ลดดอกเบี้ย ประเทศในกลุ่ม Emerging Market ก็จะยังไม่มีความคึกคัก

ส่วนเศรษฐกิจจีนปีนี้ ถ้าเกิดฟื้นตัวกลับมาได้ จะทำให้เกิดความคึกคักในภูมิภาคได้ ซึ่งในช่วงหลัง ๆ ราคาหุ้นจีนฟื้นขึ้นมาค่อนข้างมาก เป็นเพราะมีมาตรการที่ทยอยออกมา ไม่ว่าจะเป็น 9 มาตรการปฏิรูปตลาดทุน เป้าหมายหลักของการปฏิรูปคือการควบคุม ลดความเสี่ยง เสริมคุณภาพและพัฒนาการของตลาดทุน หรือการที่จีนมีแนวโน้มผ่อนคลายการให้สินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่อย่างไรก็ดี ต้องติดตามตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ที่ภาคการผลิตเพิ่มขึ้น แต่ภาคบริการยังลดลงเล็กน้อย เช่นเดียวกับเงินเฟ้อและยอดค้าปลีกที่ชะลอลง จึงเห็นผู้ส่งออกใช้กลยุทธ์หั่นราคาสินค้าเพื่อรักษายอดขายในต่างประเทศ

นายศรพลกล่าวอีกว่า สำหรับประเทศไทย แม้ดัชนี SET ยังค่อนข้างไซด์เวย์ แต่ตัวเลขเศรษฐกิจจริงไม่ได้แย่ GDP ช่วงไตรมาส 1/2567 ที่ออกมาแม้ว่าไม่สูงมาก +1.5% แต่ถือว่าสูงกว่าตลาดคาดการณ์ที่ +0.8% ทั้งปีมองโต +2.5% โดยมอง GDP จะค่อย ๆ ไต่ระดับการเติบโตในแต่ละไตรมาส โดยตัวเลขที่น่าสนใจคือ GDP QOQ ปรับฤดูกาล (เปรียบเทียบกับไตรมาสก่อน) จะเห็นได้ว่าผงกหัวขึ้น ซึ่งมาจาก 2 สาเหตุคือ

1. การท่องเที่ยว 4 เดือนแรกปีนี้แตะ 12 ล้านคน ทั้งปีมอง 36 ล้านคน ซึ่งจะเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงก่อนโควิดที่ 39 ล้านคน ซึ่งถือเป็นพระเอกและยังไม่สะดุด โดยนโยบายฟรีวีซ่าช่วยได้มาก

2. การส่งออก ที่ในเดือน เม.ย. 2567 ปรับตัว +6.8% ค่อนข้างแข็งแกร่งและเซอร์ไพรส์ตลาด ทั้งนี้คงต้องติดตามการเติบโตต่อไป โดยสอดคล้องกับตัวเลขเงินเฟ้อเริ่มกลับมาเป็นบวก จากค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งราคาน้ำมันที่แพงขึ้น แต่ก็จะมีดีมานด์กลับเข้ามาเป็นกำลังซื้อ ถือเป็นจุดส่งสัญญาณที่ดีว่ายังไม่ใช่ภาวะเงินฝืด (Deflation)

นอกจากนี้ ตัวเลข GDP ช่วงไตรมาส 1/2567 ที่ออกมา +1.5% กับตัวเลขกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่โต +1.7% (มูลค่า 264,805 ล้านบาท) ค่อนข้างสอดคล้องกัน และที่น่าสนใจเซ็กเตอร์ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว +29% (มูลค่า 71,548 ล้านบาท) สะท้อนบางเซ็กเตอร์ที่ Outperform กว่ากลุ่มอื่น ๆ และ บจ.เกินครึ่งรายงานกำไรสุทธิสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ และด้านมูลค่าหุ้นไทยในหลายเซ็กเตอร์ อยู่ในระดับที่น่าสนใจ ราคาไม่แพงเมื่อเทียบ 5 ปีย้อนหลัง

ในขณะที่ผลิตภาพรวม (Total Factor Productivity : TFP) ของ บจ.ฟื้นหลังโควิด โดยเฉพาะเซ็กเตอร์เฮลท์แคร์ ท่องเที่ยว และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ มี TFP ในระดับสูง อาจเชื่อมโยงกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และการปรับตัวของหลาย ๆ บจ. ในการพัฒนารูปแบบธุรกิจให้มีมูลค่าเพิ่ม และการจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้นวัตกรรมที่ทันสมัย มีผลิตภัณภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดโลกมากขึ้น