Skip to content

ทบทวนค่าแรง 400 บาท

07 ก.ค. 2567 | 10:10น.
ทบทวนค่าแรง 400 บาท
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

หลังจากที่คณะกรรมการค่าจ้างได้มีมติเห็นชอบการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ โดยให้คณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัดเป็นผู้พิจารณา ว่าแต่ละจังหวัดจะมีการขึ้นค่าจ้างในอัตราเท่าใด และยังกำหนดวันที่จะให้ค่าจ้างขั้นต่ำมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 หรือวันที่ 1 มกราคม 2568

โดยการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในครั้งนี้ จะให้คณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัดเป็นผู้พิจารณาก่อน ภายใต้สูตรการคำนวณอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งเป็นสูตรการคำนวณใหม่ มีสาระสำคัญอยู่ที่การนำ “มิติของเวลา” มาใช้ในสูตรประกอบการพิจารณาตัวแปรเชิงคุณภาพ ตามมาตรา 87 ด้วยการคำนึงถึงความจำเป็นในการครองชีพของลูกจ้าง ความสามารถในการจ่ายของนายจ้าง เศรษฐกิจ และสังคมบริบทของจังหวัดนั้น ๆ

นอกจากนี้ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำรอบนี้ยังเป็นนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเป็นไปตามมติ ครม.สัญจรที่ จ.เพชรบุรี ในวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดย ครม. “รับทราบ” ความคืบหน้าการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทต่อวันทั่วประเทศ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอด้วย โดยตั้งใจจะให้มีผลบังคับใช้ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2567 นี้เช่นกัน

ก่อนหน้านี้คณะกรรมการค่าจ้างก็ได้ออกประกาศในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ด้วยการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทประเภทกิจการโรงแรมในพื้นที่ 10 จังหวัดท่องเที่ยวไปแล้ว โดยมีผลในเดือนเมษายนที่ผ่านมา จากที่คณะกรรมการค่าจ้างได้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2567 แบ่งเป็น 17 อัตรา อัตราวันละ 330-370 บาท

ดังนั้น การพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทต่อวันทั่วประเทศครั้งนี้ จึงสร้างความวิตกกังวลให้กับกลุ่มผู้ประกอบการนายจ้างเป็นอย่างมาก สะท้อนผ่านการประชุมคณะกรรมการภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยที่ประชุม กกร.มีมติคัดค้านนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 400 บาท

พร้อมกับให้เหตุผลว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลภายในปีนี้ไม่ใช่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จะส่งผลกระทบผู้ประกอบการ นักลงทุน และความสามารถในการแข่งขัน ประกอบกับปีนี้เพียงปีเดียวมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำไปแล้วถึง 2 ครั้ง

จริงอยู่ที่การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ เป็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ตามที่ได้มีการหาเสียงเอาไว้ แต่การขึ้นค่าแรงจักต้องสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและความสามารถของผู้ประกอบการ อันเป็นฝ่ายนายจ้างที่จะต้องเป็นคนจ่ายค่าแรง

ท่ามกลางความผันผวนของสภาพการค้าโลก กำลังซื้อตกต่ำของคนในประเทศ และการปิดตัวของผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดเล็ก จึงควรที่รัฐบาลจะต้องทบทวนนโยบายการขึ้นค่าแรง 400 บาทให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่เป็นจริงของผู้ประกอบการด้วย