เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ดอลลาร์อ่อนค่า หลังเฟดส่งสัญญาณ ปรับลดอัตราดอกเบี้ย

11 ก.ค. 2567 | 19:05น.
เงินดอลลาร์สหรัฐ

เงินดอลลาร์สหรัฐ

ดอลลาร์อ่อนค่า หลังเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยในไม่ช้า และอาจไม่รอเงินเฟ้อจะปรับตัวสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% ยันเศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแกร่ง

วันที่ 11 กรกฎาคม 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ที่ระดับ 36.27/29 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (10/7) ที่ระดับ 36.39/41 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลัก ภายหลังนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณว่า เฟดมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในไม่ช้า โดยระบุว่า เฟดกำลังให้ความสนใจต่อตลาดแรงงานที่กำลังชะลอตัวลง และเฟดจะไม่รอจนกว่าเงินเฟ้อปรับตัวสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% ถึงจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ย

ทั้งนี้ ในการกล่าวแถลงการณ์รอบครึ่งปีว่าด้วยนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจสหรัฐต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวานนี้ (10/7) นายพาวเวลล์กล่าวว่า เฟดมีภารกิจในการควบคุมเงินเฟ้อและรักษาเสถียรภาพในการจ้างงาน

ส่วนในการแถลงต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาสหรัฐ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมว่า นายพาวเวลล์ส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ แม้ว่าไม่มีการระบุกรอบเวลาที่ชัดเจน โดยเขากล่าวว่า การที่เฟดตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเกินไปและนานเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และกล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีความแข็งแกร่งเช่นเดียวกับตลาดแรงงาน แม้จะมีการชะลอตัวลงบ้างในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ จากถ้อยแถลงประธานเฟดดังกล่าวซึ่งไม่ได้ระบุช่วงเวลาที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME บ่งชี้ว่า นักลงทุนยังคงคาดการณ์ว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% จำนวน 2 ครั้งในปีนี้ โดยให้น้ำหนักเกือบ 72% ที่เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในการประชุมเดือนกันยายน เทียบกับการให้น้ำหนักที่ระดับต่ำกวา 50% ในเดือนที่แล้ว

ขณะที่ปัจจัยในประเทศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยถึงกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่าการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับเพิ่มขึ้นว่า ปัจจุบันเงินเฟ้อทั่วไปต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย ซึ่งเงินเฟ้อขณะนี้ตกกรอบมากว่า 1 ปีแล้ว และระบุว่าไม่มีประเทศใดยอมให้เงินเฟ้อตกกรอบในระยะเวลานานขนาดนี้ ซึ่งระบุว่าต้องเร่งเข้าไปดูแล

นอกจากนี้เมื่อวาน (10/7) ศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาคดีคุณสมบัตินายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจยังไม่เห็นข้อสรุปในเร็ว ๆ นี้ แต่ยังคงต้องติดตามกรอบเวลาการพิจารณาเพิ่มเติม ซึ่งประเด็นดังกล่าวอาจไม่ส่งผลต่อตลาดเนื่องจากยังไม่มีข้อสรุป

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อว่าของผู้บริโภคในเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 58.9 ลดลงจาก 60.5 ในเดือนพฤษภาคม โดยปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือนนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 เป็นต้นมา เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มกลับมากังวลว่าการเมืองไทยเริ่มขาดเสถียรภาพหลังจากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของ 40 สว. เกี่ยวกับคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี และกังวลเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงและฟื้นตัวช้า เพราะยังไม่เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน

ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 36.22-36.32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 36.26/28 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/7) ที่ระดับ 1.0832/36 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (10/7) ที่ 1.0817/21 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ เนื่องจากขณะนี้ตลาดจับตาการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนของสหรัฐและเยอรมนีในวันนี้เพื่อประเมินแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ย

นอกจากนี้ นักลงทุนยังมุ่งความสนใจไปที่การเปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียนในยุโรปด้วย โดยในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0825-.0849 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0849/53 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/7) ที่ระดับ 161.62/65 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (10/7) ที่ 161.56/57 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมูลในวันนี้ ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานของญี่ปุ่นลดลง 3.2% ในเดือนพฤษภาคม เมื่อเทียบเป็นรายเดือน หลังจากที่ลดลง 2.9% ในเดือนเมษายน สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ในผลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.8%

โดยระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 161.44-161.75 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 161.49/52 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ในส่วนปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ข้อมูลเศรษฐกิจที่จะเปิดเผยในวันนี้ (11/7) จีนเปิดเผยยอดปล่อยกู้ใหม่สกุลเงินหยวนเดือนมิถุนายน, ญี่ปุ่นเปิดเผยยอดสั่งซื้อเครื่องจักรเดือนพฤษภาคม, เกาหลีใต้เปิดเผยว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) จะแถลงมติอัตราดอกเบี้ย,

เยอรมนีเปิดเผยอัตราเงินเฟ้อเดือนมิถุนายน, อังกฤษเปิดเผยการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนพฤษภาคม และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐ (11/7), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (12/7), และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิถุนยนของสหรัฐ (12/7)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -9.5/-8.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -9.1/-8.9 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ