จากข้อมูลของ Statista ระบุว่ามูลค่าตลาดของธุรกิจแอปเรียกรถ (Ride Hailing) ในไทยปี 2567 จะอยู่ที่ 1.33 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีโอกาสขยับขึ้นเป็น 1.48 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2572 จึงมี “โอกาสทอง” ของผู้ให้บริการรายเดิม และรายใหม่
ล่าสุด “อินไดรฟ์” (inDrive) ที่เพิ่งเข้ามาให้บริการเมื่อ ต.ค. 2566 หลังได้รับการรับรองจากกรมการขนส่งทางบก
ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่ร้อนระอุ “อินไดรฟ์” เป็นใคร มีกลยุทธ์ที่แตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่นอย่างไร ?
เปิดที่มาน้องใหม่ inDrive
“แอนเดรียส สมิท” รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจใหม่ inDrive กล่าวว่า อินไดรฟ์เป็นแพลตฟอร์มเรียกรถโดยสารและรถรับจ้างแบบเรียลไทม์ ที่ก่อตั้งในปี 2555 ที่เมืองยาคุสต์ ประเทศรัสเซีย เพื่อแก้ปัญหาคนในเมืองหารถรับจ้างยาก โดนโก่งราคา เพราะเป็นพื้นที่เมืองหนาว ขณะนี้มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา

แพลตฟอร์ม inDrive ให้บริการใน 46 ประเทศ 750 เมือง มียอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นทั่วโลกตั้งแต่เริ่มให้บริการเมื่อ 12 ปีก่อน รวม 250 ล้านครั้ง ถือเป็นตัวเลือกที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงบริการเรียกรถได้ง่ายในราคาเป็นธรรม
“จุดที่เราแตกต่างจากผู้ให้บริการรายอื่น คือเรื่องความโปร่งใสของราคาและการให้บริการ ผู้ใช้สามารถเลือกคนขับได้ตามความพึงพอใจ หรือเกณฑ์ที่ต้องการ และตกลงค่าบริการกับคนขับได้ด้วย”
3 ตลาดที่ใหญ่ที่สุด
“แอนเดรียส” กล่าวว่า ในตลาดนอกประเทศจีน อินไดรฟ์เป็นผู้ให้บริการที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก โดย 3 ประเทศ ที่เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด คือ คาซัคสถาน เม็กซิโก และอียิปต์ สาเหตุที่ทำให้อินไดรฟ์เป็นที่นิยมมาจาก “Bidding Model” หรือฟีเจอร์ต่อรองราคาระหว่างผู้ใช้กับคนขับ ช่วยแก้ปัญหาการโก่งราคาในหลายประเทศได้
“เอเชียกลางและละตินอเมริกาเป็นภูมิภาคแรก ๆ ที่เราเริ่มขยายตลาด เรามีความเชี่ยวชาญด้านตลาดและการให้บริการใน 2 ภูมิภาคนี้”
นอกจากนี้ อินไดรฟ์ยังมีบริการอื่น เช่น การขนส่งสินค้า และบริการทางการเงิน แต่การให้บริการในแต่ละประเทศแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดและข้อบังคับของกฎหมาย
“ในเม็กซิโก มีบริการให้สินเชื่อกับคนขับ เพราะพบว่าเวลาคนขับเกิดอุบัติเหตุจะไม่มีเงินมาหมุนเป็นค่าซ่อมหรือค่ารักษาบริการของเราจึงตอบโจทย์และเป็นบริการที่มีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง ในปีนี้มีแผนที่จะขยายบริการสินเชื่อไปที่เปรู และโคลอมเบียด้วย หรืออย่างในไทยก็ไม่สามารถให้บริการแบบ Bidding Model ได้เพราะขัดกับข้อบังคับของกรมการขนส่งทางบก”
มุมมองเกี่ยวกับการแข่งขัน
สำหรับการขยายตลาดมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “แอนเดรียส” ยอมรับว่า เป็นตลาดที่ใหม่สำหรับบริษัทมาก และพยายามศึกษาลักษณะเฉพาะของตลาดอย่างต่อเนื่อง โดย “ไทย” เป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญในภูมิภาคนี้
“ประชากรไทยเป็นกลุ่มที่ใช้งานสมาร์ทโฟนในการทำสิ่งต่าง ๆ เยอะมาก และยังเป็นกลุ่มที่มีความคล่องตัวในการใช้บริการด้านดิจิทัลด้วย รวมถึงไทยยังมีผู้ใช้บริการแอปเรียกรถกว่า 10 ล้านคน ซึ่งในอนาคตจำนวนของประชากรที่ใช้บริการเรียกรถน่าจะเพิ่มขึ้นอีกมาก”
ในแง่การแข่งขันกับรายอื่น “แอนเดรียส” มองว่า การแข่งขันเป็นสิ่งที่ผลักดันให้ลูกค้าหรือคนที่เกี่ยวข้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุด
“สำหรับเรายังเน้นที่การให้บริการอย่างโปร่งใสในเรื่องราคาและการให้บริการเป็นจุดแข็งสำคัญ และการแข่งขันในสงครามราคาไม่ใช่ทางออกในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะต่อให้เราจะให้บริการในราคาที่ถูกขนาดไหน สักวันก็ต้องกลับมาให้บริการในราคาปกติอยู่ดี”
และหลังจากให้บริการในประเทศไทยมาเกือบ 1 ปี และเป็น Top 5 ของตลาดจากผู้ให้บริการทั้งหมด 7 ราย โดยผู้ที่ใช้บริการส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่มองหาการให้บริการในราคาที่เป็นธรรม มีลูกค้าผสมกันทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ
การให้บริการใน “ไทย”
ปัจจุบันพื้นที่การให้บริการของอินไดรฟ์ในไทยมี 4 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ พัทยา และภูเก็ต มีคนขับในระบบกว่า 10,000 คน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ให้บริการรถยนต์ และให้บริการเฉลี่ย 10,000 เที่ยวต่อวัน โดยรายได้หลักของการให้บริการแพลตฟอร์มจะมาจากการเก็บค่าคอมมิชชั่นคนขับ 10% สมมติว่าค่าบริการอยู่ที่ 100 บาท คนขับจะได้ 90 บาท ส่วนอินไดรฟ์ได้ 10 บาท เป็นต้น
“เชื่อว่าอัตราค่าคอมมิชชั่นที่เราเก็บจากคนขับ ถูกกว่าผู้ให้บริการอีกหลายรายที่เก็บ 20-40% โดย 10% เป็นอัตราที่เราคิดว่าเพียงพอต่อการจัดการต้นทุน และค่าใช้จ่ายในการให้บริการแล้ว เพราะตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งบริษัท เราตั้งใจที่จะบริหารงานโดยใช้ต้นทุนน้อยที่สุด แต่ต้องได้ผลลัพธ์ดีที่สุด”
แผนการต่อยอดบริการ
“แอนเดรียส” กล่าวถึงแผนการต่อยอดบริการของอินไดรฟ์ว่า ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเรียกรถในไทยหลายราย มีบริการครอบคลุมทั้งการส่งผู้โดยสาร ดีลิเวอรี่อาหารและสินค้า รวมถึงบริการทางการเงิน จึงต้องการพัฒนาอินไดรฟ์ไปให้ถึงจุดที่บริการทุกอย่างมีอีโคซิสเต็มเชื่อมกัน พร้อมทั้งพัฒนาประสบการณ์การใช้แอปของผู้ใช้ให้ดีขึ้นด้วย
ปีที่ผ่านมา อินไดรฟ์ได้ “สตีเฟ่น ครูเกอร์” (Stephen Kruger) ที่มีประสบการณ์การทำงานในบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง มารับตำแหน่ง Chief Technology and Product Officer เชื่อว่าในอนาคตจะมีฟีเจอร์หรือบริการต่าง ๆ บนแอปอีกมาก
“หน้าที่ของผมคือการแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ให้กับอินไดรฟ์อย่างการเดินทางมาที่งาน Techsauce Global Summit ในปีนี้ ก็ช่วยให้เราได้พบปะพาร์ตเนอร์ที่จะสร้างการเติบโตร่วมกันโดยเป้าหมายของอินไดรฟ์ในตอนนี้คือการหาโซลูชั่น AI มาเสริมการให้บริการ รวมถึงเตรียมความพร้อมด้าน EV ซึ่งเป็นเทรนด์ที่มาแรงมากในปัจจุบัน”