สรรพสามิต ชี้มาตรการอีวีหนุนเงินลงทุนเข้าไทย 8 หมื่นล้านบาท
กรมสรรพสามิต เผยมาตรการอีวีหนุนเอกชนลงทุนเข้าไทยแล้ว 8 หมื่นล้านบาท ด้านภาษีคาร์บอนศึกษาเสร็จเรียบร้อย ยันไม่กระทบประชาชน หวังลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 30-40% ในอีก 6 ปีข้างหน้า
วันที่ 12 กันยายน 2567 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมได้เดินหน้าตามนโยบายรัฐบาล ในการสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ผ่านมาตรการ อีวี 3.0 และ 3.5 โดยได้มีการปรับลดภาษีลงจาก 8% เหลือ 2% ซึ่งต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ทำให้กรมสูญเสียรายได้จากภาษี แต่ในภาพรวมเป็นการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้กับประเทศ
โดยผู้ประกอบการที่จะเข้ามาตรการจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของกรม ทั้งการตั้งโรงงานการผลิตรถอีวีในไทย และผลิตรถอีวีชดเชยตามกำหนดระยะเวลา ขณะเดียวกันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายพื้นที่ทั่วโลก ทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอีวีมีการย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทย และเข้าร่วมมาตรการสนับสนุนของรัฐบาล โดยขณะนี้มีเม็ดเงินลงทุนแล้วกว่า 8 หมื่นล้านบาท
โดยขณะนี้กรมได้เร่งศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นการจัดเก็บภาษีตามนโยบายรัฐบาล ที่เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน ESG โดยมุ่งลดเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นหลัก ซึ่งเป็นไปตามอนุสัญญาที่ไทยได้ลงนามในการเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30-40% ในอีก 6 ปีข้างหน้า ซึ่งภาษีคาร์บอนนี้จะเป็นส่วนแรกที่ทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่จุดดังกล่าว
“ภาษีคาร์บอนด์ตอนนี้ศึกษาเสร็จหมดแล้ว โดยแนวทางจะเน้นให้เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งตามที่ได้หารือในเบื้องต้น ยืนยันว่าจะไม่ให้กระทบกับประชาชน หลักการคร่าว ๆ คือ จะแปลงภาษีน้ำมันเป็นภาษีคาร์บอน โดยการดำเนินการในส่วนนี้เป็นการรองรับนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก” นายเอกนิติกล่าว
สำหรับภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิต ในช่วง 11 เดือนของปีงบประมาณ 2567 (ต.ค. 66-ส.ค. 67) อยู่ที่ 4.82 แสนล้านบาท ขยายตัว 10.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยยังเหลือเวลาอีก 1 เดือน กรมฯ มั่นใจว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้ได้ตามเป้าหมายที่กระทรวงการคลังให้ไว้ที่ 5.2 แสนล้านบาทอย่างแน่นอน โดยภาษีที่มีอัตราการจัดเก็บขยายตัวได้เป็นอย่างดี ได้แก่ ภาษีแบตเตอรี่ หลังจากที่หลายส่วนหันมาให้ความสนใจเรื่องพลังงานสะอาดมากขึ้น
โดยขยายตัวถึง 16% จากช่วงเดียวกันปีก่อน, ภาษีเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ขยายตัว 8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน, ภาษีสุราชุมชน อยู่ที่ 1.26 พันล้านบาท ขยายตัว 5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ภาษีเบียร์ ขยายตัว 4-5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยภาษีรถยนต์ยังอยู่ในช่วงชะลอตัว โดยติดลบราว 30% เป็นไปตามสภาพตลาดรถยนต์ในปัจจุบัน
นายเอกนิติกล่าวว่า กระทรวงการคลังได้ปรับเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ของปีงบประมาณ 2567 ให้กรมใหม่ โดยได้ตัดผลกระทบจากนโยบายลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลและเบนซิน เพื่อช่วยเหลือประชาชนลง รวมถึงตัดผลกระทบจากมาตรการลดภาษีเพื่อสนับสนุนรถอีวีลง โดยเป้าหมายใหม่อยู่ที่ 5.2 แสนล้านบาท ตอนนี้เหลือเวลาอีก 1 เดือน
“เชื่อมั่นว่ากรมจะสามารถจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมายใหม่ที่กระทรวงการคลังมอบให้ได้อย่างแน่นอน ส่วนแนวโน้มการจัดเก็บรายได้ของกรมในปีงบประมาณ 2568 ยังต้องจับตาการจัดเก็บภาษีรถยนต์เป็นหลัก ซึ่งอาจจะยังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยปัจจุบันภาษีรถยนต์ตกลงมาเป็นอันดับ 3 ของภาพรวมการจัดเก็บภาษีของกรมทั้งหมด จากเดิมอันดับที่ 2 ซึ่งเป็นไปตามสภาพอุตสาหกรรม” อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าว
นอกจากนี้ กรมยังให้ความสำคัญกับการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย โดยในปีงบประมาณ 2567 กรมตั้งเป้าหมายการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายขยายตัว 5% แต่ปัจจุบันภาพรวมการปราบปรามเติบโตไปแล้วกว่า 27% จากปีก่อน ส่งผลให้การนำส่งรายได้จากการปราบสินค้าผิดกฎหมายเพิ่มขึ้นด้วย เช่น เงินนำส่งจากการปราบปรามบุหรี่เถื่อน เพิ่มขึ้นเป็น 47%