Skip to content

“เงินสดคือหนี้” CK Fastwork พาถกเถียงสนั่นโลกออนไลน์

17 ก.ย. 2567 | 12:13น.
“เงินสดคือหนี้” CK Fastwork พาถกเถียงสนั่นโลกออนไลน์

ฟังความเห็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินกับแนวความคิด “เงินสดคือหนี้” จากทัศนะของซี เค เจิง ผู้บริหาร Fastwork 

วันที่ 17 กันยายน 2567 สังคมออนไลน์พากันถกเถียงประเด็นเรื่องการเงินและหนี้สินกันอย่างแพร่หลาย 

ที่มาของเรื่องนี้เกิดขึ้นจากเฟซบุ๊กเพจ CK Cheong, CPA ของ ซีเค เจิง ผู้บริหาร Fast work ได้โพสต์ข้อความกราฟิกคำพูดของตัวเองที่ระบุว่า “คนรวยจริงจะไม่ถือเงินสด เพราะเงินสดคือหนี้ ไม่ใช่ทรัพย์สิน”  

ประเด็นนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลกออนไลน์ รวมถึงมีผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินออกมาแสดงความคิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง

กรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แสดงทัศนะว่า การถือเงินสดไม่ได้แปลว่าเราเป็นหนี้ มากที่สุดคงเป็นการสูญเสียโอกาส 

“ผมไม่รู้เจตนาของผู้โพสต์ แต่ข้อดีของโพสต์ไวรัล “#เงินสดคือหนี้” คือการฉุดให้คนคิดเรื่องเงิน เรื่องหนี้ เรื่องเงินเฟ้อ เรื่องการลงทุน เรื่อง compound interest ฯลฯ ซึ่งจริง ๆ จะเรียกเงินสดเป็นหนี้มันไม่ถูกอยู่แล้ว อย่างเก่งคือ การถือเงินสดคือการสูญเสียโอกาส ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเราเป็นหนี้ใคร

หากมีคน 100 คนเห็นโพสต์ไวรัลนี้ แล้วมี 80 คนงง ๆ แล้วก็ไถผ่านไป (พร้อมด่าอยู่ในใจ) แต่มี 20 คนที่หยุดคิด และจาก 20 คน มีสัก 2 คนที่มีคำตอบให้ตัวเองในเรื่องค่าของเงินที่จะลดลงจากสภาวะเงินเฟ้อ (ถ้าเราถือมันไว้เฉย ๆ) และความจำเป็นที่จะต้องแปลงเงินสดเป็นอย่างอื่นที่มีผลตอบแทน (เช่นเงินฝาก พันธบัตร หรือเงินลงทุน)..แค่นี้โพสต์นี้ผมถือว่าทำประโยชน์แล้ว!”

กรณ์ จาติกวณิช

ความคิดเห็นของกรณ์ที่ระบุว่าความเสียหายมากที่สุดในการถือเงินสดคงเป็นการสูญเสียโอกาสนั้นสอดคล้องกับ ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ที่เคยพูดถึงภาวะเงินเฟ้อเมื่อปี 2565 ว่า “ถือเงินสด” เท่ากับ “เสียโอกาส”

อมรเทพบอกว่า การถือครองเงินสดไว้จะเป็นการเสียโอกาส เพราะปี 2566 ไม่เหมือนช่วงวิกฤตที่เงินเฟ้อติดลบ ราคาทรัพย์สินลดลงทำให้คนถือเงินสดกันมาก การเลือกลงทุนในกองทุน หรือหุ้น โดยกระจายความเสี่ยงความลงทุนไปหลายประเทศนั้นเป็นคำแนะนำที่ได้เปรียบกว่าการถือเงินสดไว้เฉย ๆ

สฤณี อาชวานันทกุล

สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการด้านการเงินและนักเขียนที่จบการศึกษาปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า 

“เพิ่งเห็นโพสไวรัลหลายเพจว่า “เงินสดคือหนี้สิน” อยากบอกว่า “สินทรัพย์” ของเรายังไงก็คือของของเราวันยังค่ำ ไม่มีพันธะต้องเอาไปคืนใคร ดังนั้นจึงไม่มีวันกลายเป็น “หนี้” ได้เลยนะคะ

ก็เข้าใจความพยายามที่จะทำให้คนตระหนักในคุณค่าของเงินและการลงทุน แต่ก็มีวิธีเยอะแยะที่จะอธิบายว่า ทำไมมูลค่าเงินวันนี้จะลดลงเรื่อย ๆ ในอนาคต โดยไม่ต้องบิดเบือนหลักการพื้นฐานแต่อย่างใด

#สนับสนุนการให้ความรู้ทางการเงินอย่างถูกต้อง

ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ – นักวิชาการการเงิน-การคลัง University of Southampton,

รศ.ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ นักวิชาการด้านเศรษฐกิจ การเงินและการคลังและภาษี มหาวิทยาลัยนอตทิงแฮม เทรนต์ ประเทศอังกฤษ ออกมาให้ความรู้กับเรื่องนี้ว่า 

“เงินสดคือหนี้ เงินกู้คือรายได้” …. จริงหรือไม่ ถูกหรือผิด

ต่อไปนี้จะเป็นคำอธิบายจากคนที่อยู่กับเศรษฐศาสตร์มาปีนี้ ปีที่ 30 เป็นนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ที่ทำทั้ง macroeconomic model, policy and research มา 20 ปี และทำงานที่เกี่ยวกับสายการเงินการธนาคารมาตั้งแต่ปี 1998 ทั้งสอน วิจัย และทำงานตั้งแต่ฝึกงานยันบริหารทีม

  • เวลาสอนวิชาการเงิน (finance)

เงินสด (cash) คือ เงิน (money) และเงินกู้ (loan) คือ หนี้ (debt)

  • เวลาสอน balance sheet ให้กับคนเรียน corporate finance

เงินสด (cash) อยู่ฝั่งสินทรัพย์ (assets) ส่วนเงินที่ยืมเค้ามาใช้ดำเนินกิจการหรือลงทุน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปเงินกู้  (loan) หรือตราสารหนี้ (debenture) เช่น หุ้นกู้ จะอยู่ฝั่งหนี้สิน (liabilities) ค่ะ

  • เวลาสอน balance sheet ให้กับคนเรียนสายธนาคาร banking

เงินสด (cash) อยู่ฝั่งสินทรัพย์ (assets) เงินที่ธนาคารให้กู้ (loans) ก็อยู่ฝั่งสินทรัพย์ (assets) ค่ะ ส่วนเงินฝาก (deposits) หรือก็คือเงินที่ธนาคารยืมมาจากผู้ฝากเงินอยู่ฝั่งหนี้สิน (liabilities)

  • เวลาสอนหรือทำวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ (economics)

เงินสด (cash: currency and notes) รวมเหรียญและธนบัตร คือ ส่วนหนึ่งของอุปทานเงิน (money supply)

เงินกู้ (loan) คือ เงินที่ผู้มีความต้องการใช้เงินกู้ยืมจากผู้มีเงินส่วนเกิน โดยมีกำหนดจ่ายคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยที่ถือเป็นการตอบแทนการให้ใช้เงิน จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของอุปสงค์ต่อเงิน (money demand)

เงินสดจึงไม่ใช่หนี้ เพราะผู้ถือเงินสดอยู่ในฝั่ง money supply ที่จะได้ดอกเบี้ยหากนำไปให้ผู้อื่นใช้ เช่น เอาเงินไปฝาก ก็ได้ดอกเบี้ยจากธนาคารค่ะ ผู้ฝากเงินถือเป็นเจ้าหนี้

ในขณะที่ผู้ที่ก่อหนี้ เป็นลูกหนี้ที่มีภาระจ่ายคืนหนี้พร้อมดอกเบี้ย ส่วนจะเอาหนี้ที่ก่อไปทำอะไร สร้างรายได้เพิ่มหรือผลาญเล่น มันก็อยู่ที่คนก่อหนี้ค่ะ … แต่ยังไงซะ หนี้ (debt) ไม่มีทางเป็นรายได้ (income) เป็นได้แค่ตัวที่อาจสามารถนำไปใช้เพื่อทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเท่านั้น

โลกออนไลน์ว่าอย่างไร ?

ทางด้านโลกออนไลน์มีการแสดงความเห็นกันอย่างดุเดือด อาทิ

“ผมเห็นด้วยครับ และผมก็คิดแบบง่ายๆ หลังจากผมเริ่มทำบัญชีในครัวเรือนอย่างจริงจัง พบว่า เงินสดก็คือเงินสด (เป็น +) หนี้ก็คือหนี้ (เป็น -) แยกกันชัดเจนครับ ทุกวันนี้ผมลงแรงในฐานะมนุษย์เงินเดือน เพื่อให้มีเงินสดไว้บริหารจัดการเดือนต่อเดือน ถ้าต้องการลงทุนผลตอบแทน ก็ต้องไปบริหารเอาเอง ว่าจะเอาเงินสดในมือ (ที่เป็น +) หรือ ต้องยอมเป็นหนี้ (ที่เป็น -) เพื่อให้มีผลตอบแทน แล้วก็เอาเงินไปใช้หนี้ด้วย
ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ผมหยุดแล้วครับ”

“ในฐานะผู้ประกอบการ sme ผมมองว่าถือเงินสดคือโอกาส​ครับ”

“นักลงทุนหรือคนรวยจะรู้อยู่แล้ว ว่าเวลาไหนควรถือเงินสด และเวลาไหนควรลงทุน โดยที่ไม่ต้องมีใครมาคอยบอก ยกเว้นพวกที่ไม่ได้อยู่ในวงการ ผ่านมาเจอ ก็จะเฉยๆ มันก็เป็นเรื่องปกติ”

“เป็นหนี้สินถูกแล้วครับ หากอยู่ในธนาคาร ธนาคารเป็นลูกหนี้ตามสัญญาฝากทรัพย์ เราเป็นเจ้าหนี้เวลาไปสั่งถอนก็คือการบังคับให้ธนาคารชำระหนี้ หากเป็นกระดาษอยู่ในมือเรา วันนึงเราใช้ไปซื้อของเท่ากับเราใช้ชำระหนี้ตามกฎหมาย (แหกตาดูในธนบัตรหน่อยนะตัวมันเล็กนิดนึง)

“สุดท้ายมันก็ใช้เรียกร้องบังคับให้ธนาคารชำระหนี้ตามสัญญาฝากทรัพย์ หรือมิฉะนั้นก็เอาไปใช้ชำระหนี้ให้ตามสัญญาอื่นอยู่ดี เงินกับหนี้มันคืออย่างเดียวกันวนกันไปกันมาอย่างนี้นั่นละ”

“ฐานของหนี้สินคือภาระ,การชดใช้ เงินสดไม่ได้ทำอย่างนั้น คนพูดว่าอยากมีหนี้เยอะมากขึ้นใครอยากหนี้ลดโอนเงินสดมาให้ฉันนะ จากที่ว่าเงินสดเป็นหนี้สินจึงฟังดูตลก เพราะมันไม่ได้เปลี่ยนฐานภาระของคนคนนั้นให้หนักขึ้นอย่างใด แต่เข้าใจว่าคงพูดถึงการกร่อนลงของมูลค่าเงิน(devalue)”

“ที่คนมองเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน มันแสดงถึงความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจน คนมีเงิน คนไม่มีเงิน นักบัญชี อาจอธิบายเรื่องนี้แตกต่างกันออกไป แต่มีหลายคนที่เขามองไปไกลกว่าเรื่องของสภาพคล่องแล้ว อย่างน้อยๆก็ 1% ของคนในประเทศนี้ คนจะเข้าใจต้องดูที่บริบทของประโยคนี้ด้วย”

“ถ้าจะหมายความว่าเงินสดมีต้นทุนที่ต้องจ่ายคือเงินเฟ้อ ก็พอเข้าใจได้ แต่ความจริงในหลายสถานการณ์เราก็พูดกันว่า cash is king เหมือนกัน เพราะฉะนั้นคนรวยจึงเป็นคนที่รู้ว่าในเวลาไหน ควรถือสินทรัพย์อะไรต่างหาก เพราะคนที่ตะบี้ตะบันลงทุนแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ อาจจะเป็นหายนะมากกว่าถือเงินสดเฉยๆ อีก”

สำหรับข้อความดราม่าของซีเค ถูกหยิบยกมาจากบทสัมภาษณ์เมื่อปี 2566 ที่เขาพูดไว้กับ The FinVerse เกี่ยวกับนิยามการเงินในแบบตัวเอง โดยมีเนื้อหาว่า

“เงินคือหนี้ครับ ทุกบาททุกสตางค์ที่เราถืออยู่คือหนี้ ตอนที่เราเอาเงินฝากกับธนาคาร ธนาคารก็เอาเงินของเราไปให้คนอื่นกู้ เงินก้อนนี้ถ้ารัฐบาลไม่กู้ประเทศอื่น ก็ไม่สามารถพิมพ์ขึ้นมา สุดท้ายแล้วเงินที่เราถืออยู่ คือหนี้

“สังคมบอกให้เราเก็บเงิน แต่สิ่งที่เราเก็บทุกวันนี้ เราเก็บหนี้อยู่ คนที่บอกมีเงิน (สด) แล้วรวย ไม่จริง เพราะถ้าคุณมีเงิน สิ่งที่คุณมีอยู่ไม่ใช่ทรัพย์สิน สิ่งที่คุณมีอยู่คือหนี้ หนี้ของรัฐ หนี้ของธนาคาร แต่ตรงนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยสอนเรา”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การเงิน นักการเงิน เงินสด