Skip to content

เขย่าสมรภูมิธนาคารไร้สาขา “WeLab-Lightnet” ท้าชนแบงก์

09 ต.ค. 2567 | 11:57น.
เขย่าสมรภูมิธนาคารไร้สาขา “WeLab-Lightnet” ท้าชนแบงก์

การประกาศรายชื่อผู้ยื่นขอไลเซนซ์ Virtual Bank จากธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงปลายเดือน ก.ย.2567 ได้สร้างความประหลาดใจไม่น้อย เพราะไม่ได้มีแต่กลุ่มทุนยักษ์หลายกลุ่มในไทยที่จับมือกันมาคึกคัก แต่ยังปรากฏชื่อ Welab-Lightnet ควงกันมาประกาศตัวเข้าสู่สมรภูมิ Virtual Bank ด้วย

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “ไซมอน หลุง” ผู้ก่อตั้งและ Group CEO ของ WeLab ฟินเทคจากฮ่องกง และ “หิรัญกฤษฎิ์ อรุณานนท์ชัย” กรรมการบริหาร Lighthub Asset ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Lightnet Group

ชิงไลเซนส์เวอร์ชวลแบงก์

“หิรัญกฤษฎิ์” จาก Lightnet กล่าวว่า ด้วยจุดแข็งและประสบการณ์ของทั้งสองบริษัทเพียงพอที่จะยื่นขอไลเซนส์ได้เองอีกทั้งการเข้าร่วมกับบริษัทใหญ่มีแนวโน้มที่จะมีข้อจำกัดหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลุ่มลูกค้า Unserved กับ Underserved ที่ใช้งานค่ายมือถือ หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซค่ายใดค่ายหนึ่ง เป็นต้น

“เราต้องการสร้างทางเลือกใหม่ เป็นผู้เล่นรายใหม่ที่มีเทคโนโลยีทางการเงิน และทุนที่มากพอจะอัดเข้ามาในระบบ และไม่มีกำแพงกั้น จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย มีประชากร 63% ขาดการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ และบริการทางการเงินที่ครอบคลุม โดยเฉพาะในกลุ่ม MSMEs ส่งผลให้เกิดช่องว่างความต้องการทางการเงินในระบบกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งเรามีเครือข่ายกว้างขวาง สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว่า 46 ล้านรายในทุกระดับ ตั้งแต่เกษตรกร ฟรีแลนซ์ ผู้ประกอบการด้านอาหาร ร้านค้าออนไลน์ กลุ่มเหล่านี้มีรายได้ไม่สม่ำเสมอจึงมักประสบความท้าทายเมื่อต้องการขอสินเชื่อ”

ด้วยความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล Big Data และเทคโนโลยีขั้นสูงด้านการวิเคราะห์สินเชื่อ ทางกลุ่มจึงมีความพร้อมที่จะรับมือกับความท้าทายนี้ นำไปสู่การลดการพึ่งพาสินเชื่อนอกระบบ เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของกลุ่มลูกค้าและระบบเศรษฐกิจไทย

ประสบการณ์แน่น

“ไซมอน หลุง” กล่าวด้วยว่า แม้ในประเทศไทย บริษัทอาจไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ในต่างประเทศโดยเฉพาะฮ่องกง เป็นที่รู้จักในฐานะผู้ให้บริการธนาคารไร้สาขาที่เติบโตเร็วที่สุด และเป็นหนึ่งในบริษัทฟินเทคที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีผู้ใช้งานมากกว่า 65 ล้านรายในฮ่องกง จีน และอินโดนีเซีย

เริ่มต้นให้บริการในฮ่องกง และเป็นผู้พัฒนาระบบธนาคารดิจิทัลให้ธนาคารในประเทศจีนเมื่อปี 2013-2014 นำเสนอบริการสินเชื่อดิจิทัล รวมถึงโซลูชั่นทางการเงิน B2B ให้ธนาคารยักษ์ใหญ่ในจีนเมื่อปี 2015 นำไปสู่การพัฒนาระบบคะแนนเครดิตที่ประมวลผลจากข้อมูลดิจิทัลนับแต่นั้นมา

โดยเทคโนโลยีการประมวลผลด้วยปัญญาประดิษฐ์ การเข้ารหัสข้อมูลจากมือถือ และ Edge Computing ที่ช่วยปกป้องการโจรกรรมทางไซเบอร์ เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นภายในบริษัท ประกอบเป็นสิทธิบัตรเทคโนโลยีการเงินกว่า 50 รายการ

ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา ปล่อยกู้ไปแล้วกว่า 5 แสนล้านบาท ใช้เวลาพิจารณาอนุมัติสินเชื่อแค่ 3.8 วินาที จนได้รับการยอมรับว่าประมวลผลสินเชื่อได้เร็ว และจัดการความเสี่ยงด้านเครดิตได้ดี

เขายังยกตัวอย่างการพิจารณาฐานข้อมูลด้วยเอไอ เช่น การวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างช่วงเวลาที่ขอเงินกู้ และอัตราหนี้เสียที่อาจก่อ รวมถึงวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ขอสินเชื่อใหม่กับรายเดิมว่าพฤติกรรมผิดนัดชำระหนี้สามารถส่งต่อถึงกันผ่านความสัมพันธ์ทางสังคม รวมถึงการวิเคราะห์มือถือด้วย Edge Computing ที่สามารถปกป้องการโจรกรรมแบบ Phone Farm โดยการระบุอัตลักษณ์ดีไวซ์ผ่านเรขาคณิต และวิเคราะห์ความสัมพันธ์จากตัวเครื่องมือถือเองว่าอยู่ในพื้นที่เดียวกันหรือไม่ เพื่อจำแนกการหลอกลวงระบบโดยเครือข่ายมิจฉาชีพ

สยายปีกธนาคารไร้สาขา

“หลุง” กล่าวด้วยว่า ในปี 2020 ช่วงโควิดระบาดหนัก ๆ WeLab เริ่มขยายมาทำธนาคารไร้สาขาของตนเอง ชื่อ WeLab Bank แล้วก็ขึ้นเป็นธนาคารไร้สาขาที่มีรายได้อันดับหนึ่งในฮ่องกง จากธนาคารที่ได้ใบอนุญาตธนาคารเสมือนทั้ง 8 แห่ง ได้แก่ ZA Bank, Airstar Bank, WeLab Bank, Livi Bank, Mox Bank, Ant Bank, Fusion Bank และ PAO Bank

“ปลายปีนี้ WeLab Bank จะเริ่มมีกำไรเป็นครั้งแรกตามเป้าที่ตั้งไว้ว่าจะต้องมีกำไรใน 3-5 ปี”

และในปี 2022 เข้าซื้อกิจการ Bank Jasa Jakarta ในอินโดนีเซีย และเริ่มเปิดตัวธนาคารดิจิทัลที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ภายใต้ชื่อ Bank Saqu ในเดือนพฤศจิกายน 2023 โดยเน้นลูกค้าที่เป็นกลุ่ม solopreneurs (ผู้ประกอบการเดี่ยว) และ SMEs ในอินโดนีเซีย ขยายบริการจนมีผู้ใช้แพลตฟอร์มธนาคาร 1 ล้านรายใน 6 เดือน เร็วกว่า Dropbox ที่มีผู้ใช้ 1 ล้านรายใน 7 เดือน และ Facebook 1 ล้านรายใน 10 เดือน แต่ช้ากว่า Spotify ที่มีผู้ใช้ 1 ล้านรายใน 5 เดือน

แพลตฟอร์มของ WeLab ไม่ใช่แค่แอปโมบายแบงกิ้ง แต่มีเครื่องมือเอไอช่วยผู้ใช้บริหารการเงินแทบทุกส่วน

ขณะที่ Lightnet ก็เป็นบริษัทเทคโนโลยีการเงินด้านเพย์เมนต์เกตเวย์ ให้บริการครอบคลุมกว่า 150 พรมแดนทั่วโลก ถือใบอนุญาตฟินเทคหลายใบที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารกลางหลายแห่งทั้งในเอเชียและยุโรป ธุรกิจหลักครอบคลุมระบบชำระเงินทั่วโลก ผ่านเทคโนโลยี AI และ Blockchain

“ระบบการเงินมีสองสิ่งที่สำคัญ คือ เงินทุน และเส้นเลือดหรือระบบการทำธุรกรรมที่ไหลเวียนอยู่”

ในการระดมทุนรอบล่าสุด 150 ล้านเหรียญสหรัฐ Lightnet ได้แหล่งทุนสำคัญ ๆ ไม่ว่าจะเป็น ธนาคาร UOB, กองทุน Hanwha, Seven Bank, Raffle Family Office, Uni President เมื่อรวมกับความพร้อมด้านเทคโนโลยีของ WeLab

คาดว่าจะขึ้นระบบกลางของ Virtual Bank ในไทยได้ภายใน 12 เดือน

แบงก์แบบใหม่ลดเหลื่อมล้ำ

ผู้บริหาร Lightnet กล่าวด้วยว่า ต้องการสร้างแบงก์แบบใหม่ที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการเงินได้ ซึ่งบริการ Virtual Bank จะต่างจากแบงก์ดั้งเดิมโดยสิ้นเชิง ซึ่งยังไม่เคยมีใครมีประสบการณ์รันระบบเวอร์ชวลแบงก์ในประเทศไทย

และเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงความเหลื่อมล้ำของระบบแบงก์จะไม่ได้มาจากอุตสาหกรรมแบงก์ แต่มาจาก Disruptor

“หลุง” กล่าวถึงการรันระบบเวอร์ชวลแบงก์ว่า นอกจากโครงสร้างเทคโนโลยีข้างหลังที่เป็น Core Bank ยังมีเรื่องประสบการณ์ผู้ใช้ที่จะต้องออกแบบระบบที่ลดปัญหาจุกจิกจากการใช้งานมากที่สุด ทำให้แอปใช้ง่ายจนผู้ใช้ไม่มีอะไรต้องถาม และสามารถทำธุรกรรมด้วยตนเองได้

กรณี WeLab Bank ในฮ่องกง ผู้ใช้แอป 1 ใน 4.3 เป็นคนรุ่นใหม่ หมายความว่ากว่าครึ่งเป็นคนหลายเจเนอเรชั่น ซึ่งใช้งานผ่านมือถือ 24/7 ใช้เวลาในการยื่นเรื่องทำการกู้เงิน 2 นาที จากนั้นระบบจะรันข้อมูลผ่าน Multi dimensional Data ไม่ว่าจะเป็น Social & Messaging Data, External Data Sources, Mobile Device Data, Multi dimensional Scorecards, Online & Offline Transactions Behavioral & Psychographics Data ใช้เวลาประมวลผล 3.8 วินาที

จากประสบการณ์ในการรันระบบในหลายประเทศพบว่า ข้อมูลจากพาร์ตเนอร์ต่าง ๆ เมื่อนำมาแมตช์กับระบบสามารถเข้ากันได้อย่างดี ไม่กังวลเรื่องความแตกต่างในเรื่องบริบท เช่น สังคมเมืองในฮ่องกง หรือสังคมที่มีความหลากหลายในอินโดนีเซีย ดังนั้นในประเทศไทยเองเชื่อว่าหากได้มีการประกาศพาร์ตเนอร์ด้านข้อมูลผู้ใช้แล้ว จะสามารถใช้ประมวลผลได้อย่างดี

ไม่ควรจำกัดจำนวน Virtual Bank

“หลุง” กล่าวว่า แม้ว่าปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะให้ไลเซนส์เวอร์ชวลแบงก์จำนวนเท่าใด แต่เชื่อมั่นว่า ธปท.จะพิจารณาถึงความพร้อมและประสบการณ์ในการขึ้นระบบ แต่ไม่ควรจำกัดจำนวนมากเกินไป เพราะจากประสบการณ์ที่ได้ขอใบอนุญาตในหลายประเทศพบว่า บางประเทศให้ใบอนุญาต 5 ใบ แต่สามารถรันระบบเวอร์ชวลแบงก์ได้จริงไม่ถึง 3 แห่ง

“ในเมื่อยังไม่มีใครรู้ว่าระบบเหล่านี้จะใช้งานได้ดีหรือไม่ ก็ควรคิดเผื่อเรื่องของความล่าช้า และความพร้อมจากผู้ได้รับใบอนุญาต เพราะหากเริ่มให้บริการได้ล่าช้ากลุ่ม Unserved และ Underserved ก็ยิ่งเสียโอกาส และหากรันไม่ได้เลยจะเกิดอะไรขึ้นตามมา”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Virtual Bank ธนาคารไร้สาขา