เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ประมวลภาพสหรัฐจัดฉลองใหญ่ วันประกาศเอกราช 250 ปี -ทรัมป์ลั่น “เราจะอยู่เหนือกว่าเสมอ”
World ประมวลภาพสหรัฐจัดฉลองใหญ่ วันประกาศเอกราช 250 ปี -ทรัมป์ลั่น “เราจะอยู่เหนือกว่าเสมอ”
64 ปี “มูลนิธิเอสซีจี” มุ่งมั่นพัฒนาคน ให้โอกาสทางการศึกษา สร้างสังคมคุณภาพให้มีทั้งคนเก่งและคนดี
SD 64 ปี “มูลนิธิเอสซีจี” มุ่งมั่นพัฒนาคน ให้โอกาสทางการศึกษา สร้างสังคมคุณภาพให้มีทั้งคนเก่งและคนดี
10 บิ๊กอสังหาฯ สวนกระแส อัดงบซื้อที่ดิน 4.4 หมื่นล้าน SC กวาด 15 แปลงทำเลเด็ด
Real Estate 10 บิ๊กอสังหาฯ สวนกระแส อัดงบซื้อที่ดิน 4.4 หมื่นล้าน SC กวาด 15 แปลงทำเลเด็ด
‘สายมู’ ตะลุย ฮ่องกงกางทริป-เที่ยวปังตลอดปี
SD ‘สายมู’ ตะลุย ฮ่องกงกางทริป-เที่ยวปังตลอดปี
ส.ค.นี้เปิดใช้ M6 ช่วง “บางปะอิน-ปากช่อง” วันหยุดสุดสัปดาห์ วิ่งฉลุยตลอดสายปีใหม่
Real Estate ส.ค.นี้เปิดใช้ M6 ช่วง “บางปะอิน-ปากช่อง” วันหยุดสุดสัปดาห์ วิ่งฉลุยตลอดสายปีใหม่
SET ทะยาน Top 5 เอเชียส่องเทรนด์ครึ่งปีหลัง ตันแล้วหรือไปต่อ ?
Finance SET ทะยาน Top 5 เอเชียส่องเทรนด์ครึ่งปีหลัง ตันแล้วหรือไปต่อ ?
ระวังกระแสต้าน ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’
สามัญสำนึก ระวังกระแสต้าน ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’
คุยกับ Binance TH สินทรัพย์ดิจิทัลกลางกระแส ‘หุ้นเทคฯ-AI’
Tech คุยกับ Binance TH สินทรัพย์ดิจิทัลกลางกระแส ‘หุ้นเทคฯ-AI’
‘ประกันสุขภาพ’ เริ่มแบกรับต้นทุนไม่ไหวสัญญาณเตือนที่ทุกฝ่ายต้องร่วมแก้
World ‘ประกันสุขภาพ’ เริ่มแบกรับต้นทุนไม่ไหวสัญญาณเตือนที่ทุกฝ่ายต้องร่วมแก้
รัฐบาล เร่งร่างกรอบ กม.สกัดทุจริตสอบข้าราชการ จับตาใช้ยาแรงโยง ขรก.เจอโทษหนัก
Politics รัฐบาล เร่งร่างกรอบ กม.สกัดทุจริตสอบข้าราชการ จับตาใช้ยาแรงโยง ขรก.เจอโทษหนัก
ดูทั้งหมด

คลังชงกระตุ้นชุดใหญ่ งัดภาษีปลุกคนชั้นกลางใช้จ่าย

12 ต.ค. 2567 | 07:02น.
เผ่าภูมิ โรจนสกุล

เผ่าภูมิ โรจนสกุล

“เผ่าภูมิ” รมช.คลัง เผยเตรียมจัดแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ ชง “นายกฯอิ๊งค์” ปลายเดือน ต.ค.นี้ ชี้สัญญาณเศรษฐกิจเริ่ม “ผงกหัว” ระดมทุกเครื่องมือสร้างโมเมนตัมการเติบโตต่อเนื่อง เล็งเป้ากลุ่มเป้าหมาย “คนชั้นกลางในระบบภาษี” แย้มมีมาตรการภาษีกระตุ้นจับจ่าย-อสังหาฯ รอบอร์ดชุดใหญ่เคาะใช้ปลายปีนี้ ยืนยันคนลงทะเบียนดิจิทัลวอลเลตได้ “เงินหมื่น” แน่ คาดแจกช่วงโลว์ซีซั่นปี’68 ลุ้น กนง.ลดดอกเบี้ย หลังขุนคลังถกผู้ว่าการ ธปท.

กระตุ้นต่อรักษาโมเมนตัม

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า รัฐบาลเตรียมกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปลายปีนี้ไปจนถึงช่วงโลว์ซีซั่นของปีหน้า แม้ว่าขณะนี้เศรษฐกิจจะผงกหัวขึ้นแล้ว โดยเริ่มเห็นสัญญาณมาตั้งแต่กลางปี ซึ่งคาดว่าตัวเลขเศรษฐกิจช่วงไตรมาส 3-4 ปีนี้จะออกมาดีกว่าที่คาดกันไว้ อย่างไรก็ดี ยังจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องเพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโต

“ช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลดูแลเศรษฐกิจได้มีการใส่เม็ดเงิน ทั้งนโยบายทางการคลังและนโยบายทางการเงินที่สามารถทำได้ ทั้งมาตรการของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ มาตรการทางด้านสินเชื่อ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกไปล่าสุด เป็นการกระจายเม็ดเงิน 10,000 บาท ให้กับกลุ่มเปราะบาง ทำให้ภาพเศรษฐกิจที่เราเห็นช่วงปลายปี มีแนวโน้มที่ดูดีกว่าคาดการณ์”

ทั้งนี้ รัฐบาลไม่อยากกระตุ้นแล้วก็ปล่อยเพราะการกระตุ้นแต่ละครั้งมีราคาที่สูงกว่าการรักษาโมเมนตัมทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น จึงต้องทําให้แรงส่งเศรษฐกิจค่อย ๆ ขับเคลื่อนต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ดังนั้นจะมีมาตรการออกมาเรื่อย ๆ ทั้งมาตรการด้านการเงิน มาตรการทางด้านการคลัง รวมถึงมาตรการทางด้านภาษี ที่จะเข้ามาช่วยประคองรักษาโมเมนตัมไปเรื่อย ๆ

เตรียมแพ็กเกจใหญ่ชงนายกฯ

นายเผ่าภูมิกล่าวว่า การกระตุ้น หรือสร้างให้เกิดความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจที่สูง จะต้องทําให้ครบภาคส่วน ไม่ใช่แค่กระตุ้นรากหญ้า หรือคนที่มีรายได้น้อยแล้วพอ เพราะจะส่งผลถึงการผลิตได้แค่บางส่วน หรือบางสินค้าเท่านั้น แต่สินค้าที่ผู้มีรายได้น้อยไม่ได้บริโภคก็จะไม่ถูกกระตุ้น ไม่ถูกผลิต

“เราอยากเห็นภาพเศรษฐกิจบูมพร้อม ๆ กัน เพราะฉะนั้นก็มีความจําเป็นที่ต้องใช้เครื่องมือทางการเงิน เครื่องมือทางการคลัง ในหลาย ๆ ภาคส่วนเข้ามาช่วยเหลือกัน เพื่อให้เกิดการกระตุ้นในทุก ๆ ส่วน ซึ่งมาตรการก็จะมีออกมาเรื่อย ๆ โดยจะใส่แรงส่งเข้าไปในแต่ละส่วน และทำต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังมีมาตรการที่เตรียมการไว้ เพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ โดยคาดว่าจะมีการนัดประชุมในปลายเดือน ต.ค.นี้ หรือต้นเดือน พ.ย. เพราะต้องรอให้สถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายก่อน ซึ่งที่ประชุมจะมีหน่วยงาน หรือกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น กระทรวงพาณิชย์ เมื่อคุยกันแล้วก็อาจจะออกเป็นมาตรการกระตุ้นที่สอดคล้องกัน

“กระทรวงการคลังเตรียมมาตรการไว้เยอะ เพียงแต่อยากเอาเข้าไปคุยในคณะกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้ออกมาเป็นภาพรวมมากกว่า แต่มาตรการเล็ก ๆ มาตรการสินเชื่ออะไรต่าง ๆ ก็จะทยอยออกเรื่อย ๆ โดยกระทรวงการคลังเองอยู่แล้ว”

ปลุกใช้จ่าย “กลุ่มผู้เสียภาษี”

จากคำถามมาตรการด้านภาษีกระตุ้นจับจ่ายจะนำมาทำในช่วงปลายปีนี้อีกหรือไม่นั้น นายเผ่าภูมิกล่าวว่า การกระตุ้นการบริโภคมีความจําเป็นอยู่เรื่อย ๆ ยกตัวอย่าง การใส่เงิน 10,000 บาท ไปที่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มนี้มีข้อดี คือมีเท่าไหร่จะใช้จ่ายหมด จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้สูง แต่คนชั้นกลาง กลุ่มที่เป็นผู้เสียภาษี ยังไม่ได้ถูกกระตุ้น ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกัน ดังนั้น มาตรการแบบ Easy e-Receipt (ช็อปปิ้งลดหย่อนภาษี) จะเข้าไปช่วยให้เกิดการกระตุ้นได้ โดยคนกลุ่มนี้ถ้ามีการใช้จ่ายมากขึ้นในช่วงปลายปีจะเป็นสิ่งที่ดี รวมถึงเกษตรกร

“อย่างที่บอก ต้องกระตุ้นในทุกเซ็กเตอร์ ในทุกภาคส่วน ในทุกระดับอาชีพ ระดับรายได้ อันนั้นคือข้อดี แต่ข้อที่ต้องพึงระวังก็มี เช่น เรื่องที่จะไปกระตุ้นช่วงปลายปี ก็จะมีเรื่องของการที่คนใช้จ่ายสูงอยู่แล้ว อาจจะไปทดแทนสิ่งที่เขาใช้จ่ายอยู่แล้ว ก็มีข้อดี ข้อเสีย เรื่องนี้กําลังพิจารณาหาจุดที่เหมาะสมที่สุด การกระตุ้นจําเป็น แต่การกระตุ้นให้มีประสิทธิภาพก็มีความจำเป็น”

โดยที่ผ่านมามีคนที่มีเงินฝากอยู่ในบัญชีจำนวนมาก โดยบางคนอาจจะไม่มั่นใจในเศรษฐกิจ ก็เอาเงินเข้าไปอยู่ในเงินฝาก ซึ่งไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้นหากสามารถกระตุ้นให้มีการดึงเงินฝากออกมาใช้จ่ายในสินค้าคงทน ซื้อบ้าน ซื้อรถ ซื้ออะไรต่าง ๆ ก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้

จับจังหวะกระตุ้น-ลากยาวปีหน้า

นายเผ่าภูมิกล่าวอีกว่า สำหรับจังหวะในการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะมีมาตรการออกมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ช่วงปลายปีนี้ ช่วงต้นปีหน้า รวมถึงลากยาวไปถึงช่วงโลว์ซีซั่นของปีหน้า ก็มีความจําเป็น สำหรับการใช้มาตรการภาษีที่ทำไปแล้วตั้งแต่ต้นปี หากจะทำปลายปีด้วยก็มองได้ 2 มุม คือ มุมแรก กลุ่มที่อยู่ในระบบภาษี ยังไม่ได้ถูกกระตุ้นเลย แต่อีกมุมก็คือ ปลายปีเป็นช่วงที่มีการใช้จ่ายสูงอยู่แล้ว

“ในช่วงต้นปีที่เราใช้ Easy e-Receipt แต่ช่วงปลายปียังไม่มีการกระตุ้น ซึ่งทิ้งระยะห่างพอสมควร แต่ก็มีข้อที่ต้องกังวลว่าช่วงปลายปี ที่จะมีการใช้จ่ายสูงอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่กระทรวงการคลังจะต้องชั่งน้ำหนัก ข้อดี-ข้อเสีย แล้วออกมาตรการให้ใช้ทุกบาทอย่างคุ้มค่าที่สุด เพราะอย่าลืมว่า ทุกบาทมันคือการสูญเสียรายได้ของภาครัฐ”

แจก “เงินหมื่น” อีกรอบปีหน้า

ต่อคำถามว่า พายุยังจะหมุนอยู่หรือไม่ รมช.คลังกล่าวว่า ด้วยภาวะเศรษฐกิจขณะนี้มีแนวโน้มที่ผงกหัวขึ้นเล็กน้อย เริ่มเห็นการบริโภคที่ส่งไปถึงภาคการผลิตแล้ว เริ่มมีการใช้เครื่องจักรมากขึ้น ดัชนี MPI ภาคอุตสาหกรรมเริ่มผงกหัวขึ้น หลังจากที่เคยติดลบต่อเนื่อง เมื่อบวกกับการกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะเป็นลักษณะของการส่งต่อแรงผลัก ส่งต่อโมเมนตัมไปเรื่อย ๆ

“ถามว่าอิมแพ็กต์ต่อระบบเศรษฐกิจจะน้อยกว่าเดิมไหม ไม่น้อย เพราะเราใช้เงินเท่าเดิม เงินในโครงการดิจิทัลวอลเลตแทนที่คุณจะลงเป็นก้อน ก็ลงเป็นลักษณะกระจายตัวขึ้น ถามว่าผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างจากเดิมไหม ผมว่าไม่ต่าง เพียงแต่ช่วงระยะเวลา เราก็พยายามจัดสรรให้มันเหมาะที่สุดในระบบเศรษฐกิจมากที่สุด”

โดยการอัดเม็ดเงินลงไปทีเดียวก็ส่งผลดีในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังสลบอยู่ เศรษฐกิจไม่ฟื้น ตายสนิท ต้องปั๊มหัวใจ แต่หากเศรษฐกิจพอจะขยับตัวเดินได้แล้ว ก็เอามารักษาแรงส่งได้

นายเผ่าภูมิกล่าวถึงกลุ่มที่ลงทะเบียนดิจิทัลวอลเลตไว้ว่า ทุกคนที่ลงทะเบียนแล้วจะได้ 10,000 บาทแน่นอน แต่จะออกมาเป็นลักษณะแบบไหน จ่ายเป็นเฟส ได้ครั้งแรกเท่าไหร่ หรือเป็นลักษณะแบบไหน เมื่อไหร่ ในช่วงไหน ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ที่จะออกมาในช่วงโลว์ซีซั่น โดยขอดูภาวะเศรษฐกิจก่อน ว่าเงินที่แจกไปก้อนแรกจะส่งผลกับเศรษฐกิจปลายปีแค่ไหน แล้วควรจะกระตุ้นอีกรอบช่วงไหนจํานวนเงินแบ่งยังไง หรือจะไม่แบ่งก็ได้ ทั้งนี้ต้องรอตัวคณะกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจพิจารณาก่อน ไม่ได้คิดโดยกระทรวงการคลังคนเดียว

มั่นใจ ศก.โตดีขึ้นกว่าคาดเดิม

สำหรับปีนี้ คาดว่าเศรษฐกิจมีโอกาสขยายตัวได้ดีขึ้นจากที่คาดไว้ต้นปี เนื่องจากคาดว่าไตรมาส 3-4 ตัวเลขจะออกมาดีกว่าที่คาดไว้ ซึ่งตอนต้นปีประเมินเศรษฐกิจปีนี้จะโตได้ 2.4% ถึงขณะนี้โตได้เกินแน่ รวมถึงคาดว่าจะโตได้เกิน 2.7% ที่ประมาณการไว้ช่วงกลางปี แต่จะเกิน 2.9% หรือถึง 3% หรือไม่ ก็เป็นความคาดหวัง

“3% ก็เป็นความหวัง แต่ก็ต้องลองดู ขึ้นอยู่กับตอนช่วงปลายปีเราจะใส่เม็ดเงิน ใส่มาตรการภาษีลงไปด้วยอีกไหม หรือเก็บไว้ใช้ต้นปีหน้า เพราะว่าทุกบาท เราก็อยากใช้ให้มีคุณค่าที่สุด อย่างไรก็ดี ปีหน้าเราคาดว่าจะโตได้ 3% ต้น ๆ ก็มีแนวโน้มที่ดี จะโตได้สูงกว่าปีนี้”

นายเผ่าภูมิกล่าวว่า สำหรับปัจจัยภายนอกซึ่งกระทบในหลายมิติ ทั้งปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ หรืออื่น ๆ เป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ยาก แต่ถ้าไม่ได้มีผลกระทบเข้ามาแรง ๆ แล้วเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มค่อย ๆ ฟื้นตัว ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวขึ้น หมายความว่าไทยก็ขายของได้มากขึ้น ส่งออกได้มากขึ้น ก็มีแนวโน้มที่ดี

“หนี้ครัวเรือน” จุดเสี่ยงเศรษฐกิจ

นายเผ่าภูมิกล่าวว่า หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูงถือเป็นจุดเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย ซึ่งน่ากังวลมากกว่าหนี้สาธารณะ เพราะปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ระดับ 63-64% ของ GDP ถือว่าไม่อยู่ในเกณฑ์สูง ถ้าเทียบกับประเทศคู่ค้า คู่แข่ง หรือประเทศเพื่อนบ้าน

เพราะว่าการที่ประชาชนมีหนี้ครัวเรือนเยอะ หมายถึงว่าภาวะการใช้จ่ายอะไรต่าง ๆ เมื่อเรากระตุ้นไป เงินก็ถูกเอาไปใช้หนี้บ้าง ก็จะทําให้มาตรการต่าง ๆ ที่ลงไป มีประสิทธิภาพได้ไม่ดีเท่าที่ควร

ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของประชาชน ซึ่งการช่วยที่ดีที่สุด คือการสร้างรายได้ให้เพียงพอต่อการใช้หนี้ และการเข้าไปแก้หนี้โดยตรง

เร่งเคาะ “ลดเงิน” นำส่ง FIDF

สำหรับแนวคิดเรื่องการลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เพื่อให้แบงก์ช่วยเหลือประชาชน นายเผ่าภูมิกล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการ และการพิจารณาข้อดี-ข้อเสียกันอยู่ โดยแนวคิดคือ หากมีการลด FIDF แบงก์ก็ต้องมีอะไรที่แลกเปลี่ยนกัน แบงก์ต้องส่งผ่านช่วยลดภาระให้ประชาชนด้วย

“ยกตัวอย่างของแบงก์รัฐ ที่ลดเงินนำส่งกองทุน เราระบุเลยว่าถ้าลดให้ 100 บาท คุณต้องเอา 100 บาท มาแสดงให้เห็นว่าคุณไปช่วยประชาชนได้มากกว่า 100 บาท ซึ่งแบงก์รัฐต้องทําลิสต์มาเลย ว่าช่วยโครงการนี้เป็นอย่างไร ดังนั้นคงไม่ใช่เป็นการให้เปล่า แต่ต้องมีการพิสูจน์ ว่าส่งผ่านไปถึงลูกค้า ส่งผ่านไปถึงประชาชนจริง ๆ”

นายเผ่าภูมิกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ติดขัดในแง่ของหน่วยงานกำกับดูแล โดยเหลือแต่เรื่องการพิสูจน์ให้ได้ว่า เมื่อลดภาระเงินนำส่ง FIDF ให้แล้ว แบงก์จะส่งผ่านไปช่วยประชาชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งหากทำได้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้ ส่วนจะดำเนินการได้ภายในสิ้นปีนี้หรือไม่นั้น ก็อยู่ในระหว่างการดำเนินการ ทุกอย่างก็พยายามจะเร่งให้เร็วที่สุด

ชง ธปท. 4-5 ข้อห่วงใย

รมช.คลังกล่าวถึงการประสานกับนโยบายการเงินว่า ตอนนี้คิดว่าโอเค หลังจากที่ รมว.คลังมีการคุยกับผู้ว่าการ ธปท. ซึ่งกระทรวงการคลังได้มีข้อห่วงใย 4-5 ข้อ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขอให้พิจารณาให้เหมาะสม ส่วนเรื่องกรอบเงินเฟ้อยังต้องหารือกันอีกรอบ โดยน่าจะเป็นหลังจากประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 16 ต.ค.นี้ไปแล้ว

“รมว.คลังได้มีการคุยไป ผมว่าช่วงนี้ก็เป็นการปล่อยเวลาให้สิ่งที่เราได้สื่อสารไป ก็เอาปัจจัยตรงนี้ไปตัดสินใจใน กนง. หลังจากนี้ก็เป็นการให้เกียรติกัน เราได้พูดในสิ่งที่เรากําลังจะทำออกไปแล้ว จากนี้เป็นหน้าที่ของท่าน โดยสิ่งที่คุยกันล่าสุด ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของนโยบายทางการเงินที่เหมาะสมในแต่ละช่วง ว่าดอกเบี้ยนโยบายจะเป็นอย่างไร”

นัดถกกรอบเงินเฟ้อหลัง กนง.

ส่วนที่มีข่าวคลังจะขอขยับกรอบเงินเฟ้อ จากเดิมอยู่ที่ 1-3% รมช.คลังกล่าวว่า จริง ๆ กรอบเงินเฟ้อมีหลายโมเดล ทั้งแบบเป็นกรอบเป้าหมาย หรือเลือกเฉพาะค่ากลาง ซึ่งจะเป็นส่งสัญญาณคนละแบบกัน ต้องดูข้อดี-ข้อเสีย ซึ่งก็อยู่ในระหว่างการทําข้อสรุป แต่ส่วนตัวค่อนข้างเห็นพ้องไปทางเรื่องของการใช้ค่ากลางมากกว่าเป็นกรอบ เช่น ปัจจุบันกรอบเงินเฟ้อที่ 1-3% หมายความว่า ถ้าเงินเฟ้อถึง 1.1% แล้ว ธนาคารกลางก็อาจจะไม่เหยียบคันเร่งต่อ เพราะถือว่าได้อยู่ในกรอบแล้ว แต่หากใช้ค่ากลางที่ 2% เงินเฟ้อต้องเข้าใกล้ 2%

ดังนั้น 1.1% ก็จะไม่พอ ต้องถีบตัวเองต่อให้เข้าใกล้ 2% ฉะนั้นก็จะส่งสัญญาณไปที่ตลาดอีกแบบหนึ่ง ว่าถ้าเงินเฟ้อของประเทศไทย 1.1% ธนาคารกลางก็ยังต้องเหยียบคันเร่งต่อ เป็นต้น

“เงินเฟ้อของไทยที่เรากังวล คือ มันต่ำไป ต่ำมาก แล้วก็แช่อยู่ในระดับต่ำมากและนานเกินไป แล้วยังไม่มีแนวโน้มที่จะเข้าไปสู่กรอบอย่างมีนัยสําคัญ โดยเราอาจเห็นเงินเฟ้อขึ้นไปถึงกรอบ ช่วงปริ่ม ๆ 1.1-1.2% ในช่วงต้นปี ซึ่งเราอยู่ต่ำกว่ากรอบ 1% และต่ำมาเป็นเวลา 4 ปีแล้ว”