พิชัย ถก ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ยืนกรอบเงินเฟ้อ 1-3% จี้ต้องมีมาตรการดูแลดันใกล้ค่ากลาง 2%
พิชัย ชุณหวชิร
พิชัย ถก ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ไม่ติดยืนกรอบเงินเฟ้อเดิมที่ 1-3% ในปี’68 แต่ให้โจทย์แบงก์ชาติต้องมีมาตรการเพิ่มเติมดันเงินเฟ้อให้ได้ใกล้ค่ากลาง 2% เพื่อหนุนจีดีพีโต 3% บวกลบ
วันที่ 29 ตุลาคม 2567 นายพิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกันกับนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า วันนี้ได้ข้อสรุปโดยทางกระทรวงการคลังไม่มีปัญหา หากกรอบเงินเฟ้อจะยังคงเป็นกรอบเดิมที่ 1-3% ในปี 2568
โดยที่ผ่านมาปัญหาเรื่องภาวะเศรษฐกิจเติบโตไม่สูง แต่รัฐบาลอยากเห็นการเติบโตที่สูง แม้วันนี้มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นมา ก่อนที่รัฐบาลจะมา จีดีพีเติบโตที่ 1.9-2% แต่ปีนี้น่าจะโต 2.7% บวกลบ โตจากปีที่ผ่านมา 35% แต่ว่าปีต่อไป การที่เศรษฐกิจเดินได้ตามปกติ น่าจะเห็นตัวเลข 3% บวกลบได้
แต่ทั้งนี้ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะต้องมีมาตรการที่จะสนับสนุนการเจริญเติบโตเศรษฐกิจ เพื่อทำให้เงินเฟ้อไปสู่จุดที่เหมาะสม ใกล้เคียงกับกรอบคาดการณ์ เช่น 2% เป็นต้น
“กรอบเงินเฟ้อตอนนี้ต่ำกว่า 1% หากแบงก์ชาติช่วยกําหนดมาตรการอื่น ๆ เพื่อให้ขึ้นไปอยู่ในจุดที่เหมาะสมอย่าง 2% ได้ไหม ปัจจัยที่จะทำให้เกิดการลงทุนเพิ่ม เรื่องแรกคืออัตราดอกเบี้ย ที่ต้องมาดู”
ดังนั้น มาตรการที่จะทำให้เงินเฟ้อขึ้นไปสู่ระดับ 2% ได้ เช่นการลดดอกเบี้ยนโยบาย ที่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการลงทุนเพิ่มเติม โดยรัฐบาลได้ทำเรื่องนี้อยู่แล้ว ปัจจัยที่จะผลักดันการลงทุน คือ เรื่องของดอกเบี้ย ธปท.ก็จะรู้ว่า จะต้องเดินนโยบายดอกเบี้ยอย่างไร แต่ต้องดูปัจจัยต่างประเทศด้วย
ทั้งนี้ หากดอกเบี้ยลดลง คนลงทุน คนทำงานก็ยังทำไม่เต็มที่ เพราะขณะนี้ คนทำงานและเครื่องจักรต่าง ๆ ยังไม่สามารถทำได้เต็มประสิทธิภาพ คนลงทุนยังเป็นกลุ่มเดิม ที่มีภาระหนี้เดิมอยู่แล้ว จึงต้องแก้ไขปัญหาหนี้สิน จะต้องบูรณาการแก้ไขให้ได้ภายใน 2 สัปดาห์นี้ ถ้าแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนให้อยู่ระดับเหมาะสม แปลว่า โอกาสที่คนลงทุนจะเกิดขึ้นได้ เมื่อมีการลงทุน ดอกเบี้ยก็จะลดลง สภาพคล่องก็จะมา เงินเฟ้อก็จะสูงขึ้น ราคาสินค้าก็จะสูงขึ้นหน่อย ซึ่งวันนี้ก็คุยกันลงตัว
นายพิชัยกล่าวว่า อยากฝากถึง ธปท.ว่า อย่าลืมภาคการลงทุนไทยโดยธรรมชาติ คือ หลายอย่างพึ่งพาตลาดในประเทศ 70% ส่งออก 30% บางอย่างพึ่งพาการส่งออกถึง 50% ดังนั้น ประเทศไทยจึงชอบอัตราแลกเปลี่ยนที่สามารถแข่งขันได้กับประเทศคู่แข่ง ซึ่งมาตรการใด ๆ ต้องดูให้ครบหมด
“ต่อไปนี้จะดูเรื่องเงินเฟ้อ ก็ใช่ แต่ว่าต้องมีมาตรการประกอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสนับสนุนการลงทุน อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน การแก้หนี้ การกำกับธนาคาร เพื่อสนับสนุนการลงทุน ก็จะออกมาเป็นแพ็กเกจ คนปล่อยสินเชื่อก็ปล่อยได้ คนกู้ก็กู้ได้ ฉะนั้นก็ยืนยันในหลักการนี้ก่อน ทาง ธปท.ก็จะไปเกลามาดูว่า ข้อที่เราเห็นด้วยบนหลักการนี้เสนอมาอีกที เพื่อเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยด่วนภายในสิ้นปีนี้ ก็เข้าใจว่าเราจะคุยรอบเล็กอีกครั้ง” นายพิชัยกล่าว