โมเดลทรัมป์-แฮร์ริส สู่เลือกตั้งไทย 2570
modelT&H
คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ ประชาชาติ
การขับเคี่ยวแย่งชิง ในการเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ กับ คามาลา แฮร์ริส ในช่วงท้ายคะแนนทั้งคู่สุดสูสี จนนักวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญการเมืองสหรัฐในไทยต่างก็ไม่กล้าฟันธงว่าใครจะได้
ทุกอย่างลุ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายน แต่หากถอยไปก่อนหน้านี้สักสองเดือน หลังจาก โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐคนปัจจุบัน ประกาศถอนตัว แล้วส่งภารกิจต่อให้ คามาลา แฮร์ริส
เชื่อว่าหลายคนคงมองว่าแฮร์ริสมีโอกาสที่จะเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับทรัมป์
แต่แล้วนาทีนี้ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า “ทรัมป์” ไม่มีโอกาสกลับมานั่งเก้าอี้ประธานาธิบดี โดยเฉพาะหลังจากที่เขาผ่านวินาทีเฉียดตายจากการถูกลอบยิง
ในช่วงท้ายของการเลือกตั้ง ทั้ง ทรัมป์และแฮร์ริส ออกแคมเปญเพื่อดึงคะแนนเฉพาะกลุ่มฐานเสียงของตัวเองเป็นการเฉพาะ เช่น แฮร์ริสที่ก่อนหน้านี้ชูประเด็นเรื่องสิทธิในการทำแท้ง และมีนโยบายเศรษฐกิจเพื่อกลุ่มคนชั้นกลาง ล่าสุดยังออกนโยบายที่พุ่งเป้าไปเฉพาะกลุ่มชายผิวสี เช่น ให้สินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการที่เป็นชายผิวสี
ทั้งทรัมป์และแฮร์ริสยัง “เลือก” ที่จะพูดคุยกับฐานเสียงของตัวเองเป็นหลัก หลีกเลี่ยงการไปให้สัมภาษณ์สื่อทีวี แล้วให้พิธีกรสัมภาษณ์ แต่เลือกที่จะไปให้สัมภาษณ์ “Podcast” หรือออกรายการยูทูบแทน
อย่างแฮร์ริสเลือกไปออกรายการ The Breakfast Club ซึ่งเป็นรายการที่จัดโดยคนผิวสี คอนเทนต์ของชายผิวสี และยังจัดอีเวนต์ “Black Men Huddle Up”
ขณะที่ทรัมป์เลือกสื่อสารกับชายวัยรุ่นอเมริกัน “กลุ่มชายแทร่” เจน Z ด้วยการไปปรากฏตัวในอีเวนต์มวยปล้ำ การไปออก Podcast แบบโจ๋ ๆ คูล ๆ โดยไม่พูดเรื่องนโยบาย บางรายการก็พูดถึงเรื่องการเลิกยา เลิกเหล้า
จนมีการสำรวจว่า กลุ่มโหวตเตอร์เจน Z ที่เป็นผู้ชาย หรือกลุ่มวัยรุ่นที่มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นผู้ชายหันมาเลือกทรัมป์มากกว่าแฮร์ริส
หันกลับมาที่การเมืองประเทศไทย เหลือเวลาอีก 2 ปีเศษ เท่านั้นก็จะถึงการเลือกตั้งในปี 2570 ซึ่งความเปลี่ยนแปลงในเชิงสัดส่วนโหวตเตอร์ของไทยก็มีไม่น้อย
คนเก่าแก่ Baby Boomer ก็เหลือน้อยลงทุกที แทนที่ด้วยคนรุ่นใหม่ เจน Z เจน Y เพราะในการเลือกตั้งปี 2570 กลุ่มอายุ 15-24 ปี เป็นประชากรประมาณ 12% หรือ 5-6 ล้านคน เพราะคนที่อายุ 15 วันนี้จะเป็น กลุ่มที่เลือกตั้งครั้งแรกในปี 2570
และคนอายุ 24 ปี จะเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 2 คนกลุ่มนี้ต้องเจอกับยุค คสช. 9 ปี กับการเป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย
ดังนั้น การทำแคมเปญการเมืองในอนาคต อาจเห็นพรรคการเมืองให้เข้ากับคน “เฉพาะกลุ่ม” โดยเฉพาะให้คนรุ่นใหม่ คนวัยทำงานมากขึ้น หากยังคงใช้แคมเปญ ลด แลก แจก แถม หวังแค่คะแนนเสียงเหมือน 20 ปีก่อน อาจจะตกยุค
อีกด้านเราอาจเห็นนักการเมืองนิยมออกรายการของยูทูบเบอร์มากขึ้น มากกว่าออกสื่อกระแสหลัก
นักการเมืองที่เก่าล้าหลัง เล่นการเมืองแบบผลประโยชน์ของพวกตกยุคแน่นอน