กระทรวงการต่างประเทศและสภาพัฒน์จัดงานเปิดตัวกระบวนการหารือเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD อย่างเป็นทางการของไทย โดยมาทีอัส คอร์มันน์ (Mathias Cormann) เลขาธิการโออีซีดีกล่าวปาฐกถาพิเศษ มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.การต่างประเทศเน้นย้ำโอกาสของไทยและบทบาทการทูตเศรษฐกิจ
วันที่ 30 ตุลาคม 2024 กระทรวงการต่างประเทศและสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดงานเปิดตัวกระบวนการหารือเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ Organization for Economic Cooperation and Development (OECD) อย่างเป็นทางการ หลังจากโออีซีดีมีมติเอกฉันท์รับไทยสู่กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก ซึ่งไทยได้ยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงในการเข้าเป็นสมาชิกไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยงานจัดขึ้นที่ห้องวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ มีคณะทูตานุทูต รวมถึงระดับเอกอัครราชทูตและผู้แทนองค์กรภาครัฐและเอกชนของประเทศสมาชิกโออีซีดีเข้าร่วม
ในการกล่าวปาฐกถาพิเศษ นายมาทีอัส คอร์มันน์ (Mathias Cormann) เลขาธิการโออีซีดีกล่าวว่า การเริ่มต้นครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ระหว่างโออีซีดีและประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยได้แสดงศักยภาพทางเศรษฐกิจมาอย่างยาวนานในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
เลขาธิการโออีซีดีกล่าวถึงความสำคัญทางเศรษฐกิจของไทยว่า ระดับรายได้ของไทยเติบโตใกล้เคียงกับประเทศในกลุ่มโออีซีดี ในด้านจีดีพีต่อหัว
นอกจากนี้ การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจของไทยผ่านพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติปี 1999 หรือ Foreign Business Act (1999) ทำให้ไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
“กระบวนการหารือจะสนับสนุนภารกิจของประเทศไทยที่จะกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจก้าวหน้าที่มีรายได้สูงภายในปี 2037 เราตั้งตารออย่างมากที่จะเป็นหุ้นส่วนของประเทศไทย” เลขาธิการโออีซีดีกล่าว
เลขาธิการโออีซีดียังชี้ให้เห็นด้วยว่า ผลประโยชน์ของการเข้าร่วมไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากไทยมีเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและมีอำนาจนำทางเศรษฐกิจผ่านทางเอเปคและอาเซียน ดังนั้น ไทยจึงสามารถมีส่วนสนับสนุนโออีซีดีได้ผ่านการแบ่งปันความท้าทายและเรื่องราวความสำเร็จของไทย ซึ่งจะช่วยให้โออีซีดีเติบโตแข็งแกร่งขึ้น ครอบคลุม และเป็นสากล

มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวในถ้อยแถลงว่า ประเทศไทยต้องการที่จะเข้าร่วมโออีซีดี เนื่องจากไทยเห็นโอกาสที่เพิ่มมากขึ้นจากการเติมเต็มทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและโออีซีดี ซึ่งไทยต้องการยกระดับระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ ไทยต้องการให้ธุรกิจของไทยมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น และทำให้ภาครัฐโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนทำให้เศรษฐกิจไทยยืดหยุ่นและยั่งยืน
ไทยต้องการใช้การทูตเศรษฐกิจที่ทำให้บทบาทในการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทุกฝ่ายแข็งแกร่งขึ้น อาทิ เอเปก เอซีดี อาเซียน บิมสเทค รวมถึงกรอบความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
มาริษระบุอีกว่า ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำกับเลขาธิการโออีซีดีเกี่ยวกับความต้องการเข้าร่วมเป็นสมาชิก อีกทั้งนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันความพร้อมของไทยที่จะเข้าเป็นสมาชิกโออีซีดีด้วย
“นายกฯแพทองธารยังเน้นย้ำอีกว่า รัฐบาลไทยจะร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะภาคเอกชนเพื่อรับประกันแนวปฏิบัติทางธุรกิจที่สอดคล้องกับมาตรฐานโออีซีดี” มาริษกล่าว
และในโอกาสการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของเลขาธิการโออีซีดี แพทองธารยังได้เสนอให้โออีซีดีพิจารณาการตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างไทยและโออีซีดี
ตามเว็บไซต์ของโออีซีดีระบุว่า สภาโออีซีดีได้เปิดกระบวนการหารือเข้าเป็นสมาชิกและหากต้องการเป็นสมาชิก ผู้สมัครจะต้องปฏิบัติตามแผนการเข้าเป็นสมาชิกหรือโรดแมปตามที่สภาโออีซีดีกำหนด
ในอาเซียนมีไทยและอินโดนีเซียที่เข้าสู่กระบวนการหารือเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญที่ไทยจะมีบทบาทในเวทีโลกและยกระดับประเทศสู่มาตรฐานสากลในทุกมิติ จึงทำให้ไทยมีสถานะเป็นประเทศผู้สมัครที่อยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกโออีซีดี (OECD Accession Country) ในการปรับปรุงมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของโออีซีดีเพื่อบรรลุการเข้าเป็นสมาชิกในอนาคต ซึ่งไทยตั้งเป้าจะเป็นสมาชิกโออีซีดีให้ได้ภายใน 5 ปี
ขณะนี้โออีซีดี ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศชั้นนำของโลกมีสมาชิก 38 ประเทศจากทั่วโลก ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว รวมถึงสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิสราเอล ออสเตรเลีย ส่วนในทวีปเอเชียมีญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นสมาชิก