อบาคัส ดิจิทัล เล็งขยายพันธมิตรปล่อยกู้ต่างประเทศ ชู AI แก้หนี้นอกระบบ 8 หมื่นล้าน
บริษัท อบาคัส ดิจิทัล เดินหน้าหาพันธมิตรระดมทุนรอบ Series C เตรียมขยายธุรกิจปล่อยสินเชื่อไปตลาดต่างประเทศ เผยปล่อยกู้ผ่านแอป “มันนี่ ทันเดอร์“ แล้วกว่า 4.2 หมื่นล้านบาท ยอดคงค้าง 8 พันล้านบาท ตั้งเป้าปี’68 เติบโต 10% ด้านกำไร 40% จากปี’67 อยู่ที่ราว 200 ล้านบาท คุมหนี้เสีย 3% ชี้ ดึง AI ช่วยแก้หนี้นอกระบบที่ปัจจุบันมีอยู่ราว 8 หมื่นล้านบาท เพิ่มโอกาสคนตัวเล็กเข้าถึงแหล่งเงิน
ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อบาคัส ดิจิทัล จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2568 บริษัทตั้งเป้าเติบโตยอดสินเชื่อคงค้างใกล้เคียงปี 2567 อยู่ที่ 10% จากยอดสินเชื่อคงค้างปัจจุบัน 8,000 ล้านบาท โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทปล่อยสินเชื่อออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่น “มันนี่ ทันเดอร์” (Money Thunder) ไปแล้วกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท ทั้งในส่วนของสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ และสินเชื่อส่วนบุคคล ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ระดับ 3% ซึ่งต่ำกว่าตลาดผู้เล่นนาโนไฟแนนซ์เฉลี่ยอยู่ที่ 5-7%
ขณะเดียวกัน บริษัทตั้งเป้าเติบโตกำไรในปี 2568 ใกล้เคียงกับปี 2567 ที่มีอัตราการเติบโต 40% โดยบริษัทเริ่มมีผลประกอบการเป็นกำไรตั้งแต่ในปี 2566 อยู่ที่ 123 ล้านบาท และในปี 2567 มีกำไรสุทธิประมาณ 200 ล้านบาท นับแต่เริ่มให้บริการแอปพลิเคชั่นมันนี่ ทันเดอร์เมื่อ 5 ปีก่อน
ทั้งนี้ ผลการดำเนินการดังกล่าว บริษัทมีแผนการเดินหน้าต่อยอดขยายไปสู่บริการอื่น ๆ อาทิ การดูแลรักษาความมั่งคั่ง (Wealth) หรือประกันภัย เป็นต้น รวมถึงในปี 2567 บริษัทเริ่มทดลองต่อยอดด้านเทคโนโลยี โดยนำจุดแข็งด้านเทคโนโลยีสู่โมเดลธุรกิจใหม่ โดยได้เปิดตัว “ABACUS Check” ที่ให้บริการตรวจสอบการปลอมแปลงเอกสาร และสามารถตรวจเช็ก Bank Statement ได้ 9 ธนาคารภายใน 1 นาที ซึ่งเป็นการให้บริการกับผู้ประกอบการรายใหญ่ แบบ Business to Business หรือ B2B เช่น กลุ่มเช่าซื้อ หรือกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะขยายธุรกิจออกไปสู่ภูมิภาค โดยโฟกัสไปที่กลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งสอดคล้องกับการระดมทุนในซีรีส์ C จากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีการระดมทุน Series A และ B มูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท โดยการระดมทุนใน Series C จะเน้นด้านการหาพันธมิตร (Partnership) มากกว่าระดมทุนทั่วไป เนื่องจากการจะออกไปสู่ภูมิภาคนั้น การมีพันธมิตรท้องถิ่น (Local Partner) เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งจะได้ทั้งข้อมูล ฐานลูกค้า และความเร็วที่เป็นมาตรฐานด้วย ส่วนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นั้น จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างระดับมาตรฐานของธุรกิจ ซึ่งความเป็นไปได้ที่เห็นในอีก 3-5 ปีข้างหน้า
“เราเริ่มก่อตั้งเมื่อ 7 ปีก่อนด้วยแหล่งเงินทุน Seed Funding จากธนาคารไทยพาณิชย์ ปัจจุบัน คือ SCBX ปัจจุบันเรามีพนักงาน 100 คน เราเริ่มปล่อยกู้โดยเริ่มจากโจทย์ของเศรษฐกิจไทยผ่านแอป “มันนี่ ทันเดอร์“ โดยให้วงเงินต่ำสุด 800 บาท กรณีนาโนไฟแนนซ์อยู่ที่ 1 แสนบาท และสินเชื่อส่วนบุคคล คิดอัตราดอกเบี้ยขึ้นกับระดับความเสี่ยงตั้งแต่ 15-33% ต่อปี โดยปัจจุบันมียอดดาวน์โหวดแอปถึง 20 ล้านคน รองรับผู้ใช้งาน 1.5 ล้านคนต่อเดือน โดยในปี 64-65 พอร์ตเราขยายตัว 4 เท่าต่อปี ส่งผลให้เรามีกำไรเติบโตกว่า 40% และหลังจากนี้เราอยากต่อยอดไปยังพันธมิตรที่กว้างมากขึ้น เพื่อต้องการขยายไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งในรอบ Series C จะเป็นระดมทุนเพื่อโฟกัสในเรื่องของพันธมิตรเป็นหลัก”
ดร.สุทธาภากล่าวเพิ่มเติมว่า จากภาพรวมหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง 89.6% ของจีดีพี แม้ว่าจะลดลงในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาจากระดับ 90% ส่วนหนึ่งมาจากสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ส่งผลให้คนหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบในอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 100-200% ต่อปี ซึ่งจากข้อมูลพบว่ามูลค่าหนี้นอกระบบอยู่ที่ 8 หมื่นล้านบาท หรือบางสำนักประเมินว่าหนี้นอกระบบสูงถึง 3 ล้านล้านบาท ซึ่งปัญหาหนี้ดังกล่าวจะกระทบการบริโภคและการลงทุน มีผลต่อการเติบโตของประเทศ
ทั้งนี้ หากดูข้อมูลพบว่าคนตัวเล็กเจอปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อค่อนข้างยาก เช่น กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า ฟรีแลนด์ เด็กจบใหม่ และเกษตรกร โดยมีจำนวนมากถึง 21.3 ล้านคน ซึ่งมีเพียง 7.2 ล้านคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจที่มีรายได้มั่นคง และอีก 2.9 ล้านคนเจ้าของธุรกิจขนาดกลางและพนักงานประจำที่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่าย
ดังนั้น บริษัทได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยดำเนินธุรกิจ เนื่องจากมีการวิเคราะห์ที่แม่นยำขึ้นกว่าเดิมจากการใช้ตัวแปรกว่า 2,000 ตัวแปรในการประเมิน เมื่อเทียบระบบเดิมใช้ตัวแปรเพียง 200 ตัวแปรเท่านั้น ช่วยลดต้นทุนการให้สินเชื่อเพื่อโอกาสให้คนตัวเล็กเข้าถึงสินเชื่อ และช่วยตรวจจับการฉ้อโกงสกัดมิจฉาชีพ
“หลังจากเรานำ AI มาใช้ช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม โดยสถิติลูกค้ามากกว่า 30% เคยถูกแบงก์ปฏิเสธสินเชื่อในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และลูกค้า 1 ใน 3 เคยกู้เงินนอกระบบ และมากกว่า 50% มีรายได้เพิ่มมากขึ้น เพราะได้เงินทุนจากเรา และราว 63% เป็นผู้หญิง เนื่องจากที่ผ่านมาผู้ชายมักจะเข้าถึงแหล่งเงินมากกว่า เพราะส่วนใหญ่มีชื่อเป็นเจ้าของสินทรัพย์”