เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“อริษา นิมมานเหมินท์” ดึง Nomad ปลุกศก.เชียงใหม่โต 3 พันล.
Economic “อริษา นิมมานเหมินท์” ดึง Nomad ปลุกศก.เชียงใหม่โต 3 พันล.
ราคาทองวันนี้ (10 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 300 บาท รูปพรรณขายออก 69,550 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (10 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 300 บาท รูปพรรณขายออก 69,550 บาท
นวัตกรรมวิทย์พลิกโลกเอ็กโก กรุ๊ป จุดประกายเยาวชนรู้ทันเอลนีโญ
SD นวัตกรรมวิทย์พลิกโลกเอ็กโก กรุ๊ป จุดประกายเยาวชนรู้ทันเอลนีโญ
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (10 ก.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (10 ก.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
หุ้นไทยเสี่ยงพักฐาน! น้ำมันแตะ 100 ดอลลาร์ โบรกฯชูหุ้นพลังงาน-แบงก์-ประกัน เด่น
Finance หุ้นไทยเสี่ยงพักฐาน! น้ำมันแตะ 100 ดอลลาร์ โบรกฯชูหุ้นพลังงาน-แบงก์-ประกัน เด่น
SMEs ติดหล่มหนี้แบงก์เข้ม-สินเชื่อติดลบ 15 ไตรมาส ธปท.เร่งยกระดับ ‘ค้ำประกัน’
Finance SMEs ติดหล่มหนี้แบงก์เข้ม-สินเชื่อติดลบ 15 ไตรมาส ธปท.เร่งยกระดับ ‘ค้ำประกัน’
Dot Plot ชี้ชะตาราคาทองคำจะขึ้นหรือลง
Finance Dot Plot ชี้ชะตาราคาทองคำจะขึ้นหรือลง
น้ำมันรั่วคลองเตยยังต้องเฝ้าระวัง คพ.พบ VOCs 626 ppm เตรียมตรวจ Oil Fingerprint หาต้นตอ
Economic น้ำมันรั่วคลองเตยยังต้องเฝ้าระวัง คพ.พบ VOCs 626 ppm เตรียมตรวจ Oil Fingerprint หาต้นตอ
ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางสูงขึ้น
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางสูงขึ้น
“วัชระพล” ลุยกำจัดปลาหมอคางดำ ตั้ง Task Force 21 จังหวัด-ยกระดับคุมสัตว์น้ำต่างถิ่น
Economic “วัชระพล” ลุยกำจัดปลาหมอคางดำ ตั้ง Task Force 21 จังหวัด-ยกระดับคุมสัตว์น้ำต่างถิ่น
ดูทั้งหมด

วิเคราะห์หุ้น “อาหาร-เครื่องดื่ม” ด้วยยีนมนุษย์ สไตล์ ‘ดร.นิเวศน์’

09 ก.พ. 2568 | 11:18น.
ดร.นิเวศน์ วิเคราะห์หุ้น

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ต้นแบบนักลงทุนวีไอ วิเคราะห์หุ้น “อาหาร-เครื่องดื่ม” ด้วยยีนมนุษย์ ชี้แนะระดับราคาหุ้นต่อกำไรไม่ควรเกิน 20 เท่า

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investor) เปิดเผยว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้น 20 จุด และถือว่าเป็นการดีดตัวขึ้นแรงหลังจากที่ตกลงมาตั้งแต่ต้นปีถึงเกือบ 10% และเป็นตลาดหุ้นที่ “เลวร้ายที่สุดในโลก” อย่างไรก็ตาม ในวันนั้น หุ้น “ขนาดกลาง” ขนาด Market Cap. ระดับประมาณ 10,000 ล้านบาท ตัวหนึ่งซึ่งอยู่ในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม เกิดอาการ “Corner แตก” คือราคาหุ้นตกลงมาถึงฟลอร์ 30% มูลค่าหายไปประมาณ 3,000 ล้านบาท หุ้นมีการซื้อขายเปลี่ยนมือกว่า 100 ล้านหุ้น คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 1,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 17% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัท

เหตุผลที่เห็นได้ชัดน่าจะมาจากการประกาศงบการเงินที่แสดงให้เห็นว่ากำไรของบริษัทนั้น “ต่ำกว่าคาดมาก” แม้ว่ารายได้จะยังคงเติบโต ธุรกิจมีการขยายตัวและขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่อดีตที่ขยายตัวมาตลอด เพราะร้านของบริษัทนั้น มีความโดดเด่นและอยู่ใน “เมกะเทรนด์” ของคนที่รักสุขภาพ เป็นสินค้า “ไฮเอนด์” ที่มี “ราคาแพงแต่คนกินแน่น” และมีภาพของการเป็น “ซุปเปอร์สต็อก” สำหรับนักลงทุนหลายคน โดยเฉพาะที่เข้าไปถือหุ้น และนั่นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้ราคาหุ้นแพงมาก ค่า PE ก่อนหุ้นตกและการประกาศงบไตรมาส 4/2567 สูงถึงกว่า 50 เท่า

พูดง่าย ๆ คอร์เนอร์ “แตก” เพราะคนเริ่มตระหนักว่าหุ้นไม่ได้ดีหรือโดดเด่นมากอย่างที่คิด ซึ่งแสดงออกมาผ่านงบผลประกอบการที่น่าผิดหวัง ซึ่งว่าที่จริงก็ไม่ได้ดีเท่าไรอยู่แล้วในช่วง 1-2 ไตรมาสที่ผ่านมา แต่ในช่วงนั้นคนก็ยังไม่แน่ใจและอาจจะทำใจยอมรับได้ เหนือสิ่งอื่นใด ยอดขายก็ยังโตดี ชื่อเสียงของร้านก็ยังโดดเด่น ที่สำคัญราคาหุ้นก็ยังรักษาระดับสูงอยู่ได้ในช่วงที่ตลาดหุ้นย่ำแย่มาตลอด

ผมเองไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร เพราะช่วงนี้เป็น “เทศกาล” คอร์เนอร์ “แตก” อยู่แล้ว เพราะสภาวะแวดล้อมของตลาดหุ้นและหุ้นโดยรวมค่อนข้าง “เลวร้าย” หุ้นทุกตัวที่มีค่า PE ปกติระดับ 50 เท่านั้น แทบทุกตัวมีโอกาสคอร์เนอร์แตกสูง แม้แต่คนที่ทำคอร์เนอร์เอง ซึ่งก็อาจจะมีหลายคน ต่างก็อาจจะ “จ้อง” เตรียมทิ้งหุ้นเพื่อทำกำไรมหาศาล หรือหนีเอาตัวรอดกันอยู่แล้ว ดังนั้น มีอะไรมา “สะกิด” นิดเดียว คอร์เนอร์ก็อาจจะแตกได้ทันที

กรณีของหุ้นตัวนี้นั้น แน่นอนว่าเราไม่รู้ว่ามีคนตั้งใจเข้ามาทำคอร์เนอร์ตั้งแต่แรกหรือเปล่า อาจจะเป็นไปได้ว่าหุ้นถูกคอร์เนอร์เพราะนักลงทุนเข้าใจผิดถึง “คุณค่า” ของกิจการ ว่าเป็นกิจการที่ดีเยี่ยม เป็น “ผู้ชนะ” ใน “เมกะเทรนด์” ที่คนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าที่มีเงินสนใจกินอาหารเพื่อสุขภาพและสะอาดปลอดสารพิษ ซึ่งนี่ก็เป็นเงื่อนไขสำคัญของการเป็น “ซุปเปอร์สต็อก” ที่แท้จริง “ตามตำรา” เพียงแต่ว่าการวิเคราะห์นั้นอาจจะยังไม่ครบถ้วนและอาจจะ “ผิด”

แต่พวกเขาก็ไล่ซื้อหุ้นจนกลายเป็นคอร์เนอร์หุ้นไปแล้ว และราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นไปก็ไปส่งสัญญาณว่าหุ้นดีจริงและจะเติบโตเป็นซุปเปอร์สต็อก ดังนั้น ค่า PE จึงสามารถสูงขึ้นไปถึงกว่า 50 เท่า และอยู่อย่างนั้นได้จนถึงเวลาที่ “ความจริงปรากฏออกมา” ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Moment of Truth” หรือช่วงเวลาที่น่าสะพรึงกลัว เป็นช่วงเวลาแห่งชีวิต อย่างเช่นที่เขาใช้ในช่วงเวลาที่มาทาดอร์ปักมีดฆ่าวัวกระทิงในสนามกีฬาสู้วัวกระทิงของสเปน

พูดถึงเรื่องการวิเคราะห์หุ้นอาหารและสิ่งที่คนกินนั้น ผมคิดว่าถ้าจะทำได้ดีและถูกต้องมากขึ้น เราควรจะนำเรื่องของ “ยีน” ของมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะอาหารนั้น เป็นสิ่งที่ยีนบอกให้เราเลือกกินเพื่อเอาตัวรอด ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญอันดับ 1 ของคนที่เป็นสิ่งมีชีวิต

Advertisement

วิเคราะห์จากยีน ก็จะพบว่าคนส่วนใหญ่ชอบและเลือกกินอาหารที่จะให้พลังงานสูง อันดับ 1 น่าจะเป็นน้ำตาลและแป้ง บางคนอาจจะรวมถึงแอลกอฮอล์ด้วย และเหล่านั้นก็คือ “อาหารเพื่อสุขภาพ” เมื่อหมื่นปีที่แล้วที่การหาอาหารเป็นสิ่งที่ยากและบางทีหาอาหารได้ไม่พอกิน อย่างไรก็ตาม ในยุคนี้ที่อาหารมีเหลือเฟือและการกินอาหารที่มีคุณค่าสูงมากเกินไปก่อให้เกิดโรคสารพัดชนิด อาหารที่ให้แคลอรี่ต่ำอย่างผักก็กลายเป็น “อาหารเพื่อสุขภาพ” และอาหารที่อุดมไปด้วยแป้งและน้ำตาลก็กลายเป็น “อาหารขยะ” ไป

แต่นั่นเป็นเรื่องที่เกิดจากความคิดที่เกิดขึ้นจากความรู้เรื่องสุขภาพเมื่อไม่นานมานี้เอง ยีนของมนุษย์นั้นไม่ได้เปลี่ยนไป คนเราก็ยังชอบ “อาหารขยะ” มากกว่า “อาหารเพื่อสุขภาพอยู่ดี” ดังนั้น ความต้องการหรือยอดขายของ “อาหารเพื่อสุขภาพ” จึงจำกัดมาก บริษัทที่ขายอาหารเพื่อสุขภาพที่จะเติบโตเป็นบริษัทขนาดใหญ่นั้นแทบจะไม่มี บริษัทขายอาหารที่มีขนาดใหญ่มากดูเหมือนจะขายอาหารขยะเป็นหลัก เช่น แม็คโดนัลด์ เป็นต้น

ธุรกิจขายอาหารที่เป็น “ซุปเปอร์สต็อก” เองก็หาได้ยากมาก เหตุผลก็เพราะยีนมนุษย์ไม่ชอบกินอะไรที่ซ้ำ ๆ เหมือนเดิมตลอด เพราะการกินแบบนั้นอาจจะทำให้มนุษย์กินสิ่งที่เป็นพิษในธรรมชาติเป็นปริมาณมากได้ ซึ่งอาจจะทำให้ป่วยหรือตาย ดังนั้น ยกเว้นอาหารแป้ง เช่น ข้าวและขนมปังแล้ว มนุษย์ก็กินอาหารอย่างอื่นหลากหลายและเปลี่ยนไปในแต่ละวัน นั่นทำให้บริษัทที่ขายอาหาร รวมถึงน้ำและน้ำหวานที่จะมีขนาดใหญ่และเติบโตเป็นซุปเปอร์สต็อก มีน้อยมาก ยกเว้นก็แต่โค้กที่คนกินกันได้ไม่เบื่อและกินได้ทุกวันวันละหลายกระป๋อง ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลที่บัฟเฟตต์ซื้อหุ้นโค้กในฐานะที่เป็นซุปเปอร์สต็อก

แต่จริง ๆ แล้ว เหตุผลที่กินโค้กแล้วไม่เบื่อนั้น เป็นเพราะมันมี “สารเสพติด” ธรรมชาติที่เรียกว่า “คาเฟอีน” ที่ทำให้คนติดและอยากกินบ่อย ๆ ผสมกับหัวเชื้อที่ไม่มีใครเหมือนที่จะสามารถเข้ามาแข่งขันได้

หุ้นอาหารที่เป็นน้ำ ถ้าจะสามารถเติบโตมีคนนิยมจำนวนมากและมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนจนกลายเป็นซุปเปอร์สต็อกนั้น มักจะมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้คือ มีสารให้คนติดคือ คาเฟอีน มีรสหวานที่เป็นน้ำตาลซึ่งเป็นอาหารที่มนุษย์ชอบตามยีน มีรสชาติเฉพาะที่คนเลียนแบบไม่ได้เพราะเป็นเรื่องของลิขสิทธิ์ ตัวอย่างนอกจากโค๊กแล้วก็รวมถึงเครื่องดื่มชูกำลังเช่น เรดบูลหรือ “กระทิงแดง” ที่ขายในต่างประเทศ เป็นต้น

ส่วนหุ้นบริษัทขายน้ำผลไม้และน้ำหวานปรุงรสทั้งหลายนั้น โอกาสที่จะเติบโตและมีขนาดตลาดที่ใหญ่นั้น เป็นไปได้ยากมาก เพราะน้ำผลไม้ไม่มีรสหรือกลิ่นเฉพาะตัวที่คนอื่นเลียนแบบไม่ได้ นอกจากนั้น ถ้าไม่มีคาเฟอีน คนก็ไม่ติด ดังนั้น ตลาดก็จะกระจายมาก ไม่มีใครสามารถจะใหญ่และกีดกันคนอื่นเข้ามาแข่งขันได้ บริษัทที่อาจจะดูว่าโตเร็วและสินค้าได้รับความนิยมก็มักจะเป็นเรื่องของ “แฟชั่น” ทุกอย่างดูดีชั่วระยะหนึ่ง หลังจากนั้นคนก็จะเลิกนิยมและสินค้าแทบจะขายไม่ได้เลย

กาแฟและชาที่มีคาเฟอีนสูงและทำให้คนติดและชอบกินนั้น ก็มักจะมีปัญหาไม่สามารถเป็นซุปเปอร์สต็อกได้ เพราะรสชาดแต่ละแห่งก็ใกล้เคียงกัน บางช่วงบางบริษัทก็สามารถสร้างกระแสให้เป็น “แฟชั่น” ตัวอย่างเช่น ร้านขายชานมไข่มุกที่มีความเป็นแฟชั่นสูงมาก แต่พอหลังหมดกระแส ทุกอย่างก็แทบหายไป ร้านกาแฟที่บางแห่งกลายเป็น “ซุปเปอร์สต็อก” อย่างสตาร์บัคนั้น ที่จริง “ไม่ได้ขายกาแฟ” แต่ขายสถานที่นั่งชิว ๆ ดูมีรสนิยม อย่างไรก็ตาม ร้านกาแฟดัง ๆ เกิดใหม่ก็มีตลอดเวลา แต่ทั้งหมดนั้นไม่สามารถเป็นซุปเปอร์สต็อกได้ เพราะรสชาดกาแฟนั้น “เหมือน ๆ กัน”

ขนมและอาหารมื้อหลักนั้น มีความหลากหลายมาก คนกินที่ภัตตาคารหรือซื้อขนมไปกินที่บ้านนั้น มักจะไม่ค่อยกินซ้ำติดต่อกัน คนจะเปลี่ยนอาหารและขนมไปเรื่อย รสที่ยีนชอบก็คือ หวาน มัน เค็ม สินค้าที่คนชอบกินและขายดีเมื่อ “อิ่มตัว” ก็จะโตต่อยาก เพราะคนที่ชอบก็จะไม่เพิ่มอัตราที่จะกิน เขาจะไปกินอาหารหรือขนมอื่นแทน

นาน ๆ ก็จะมีสินค้าอาหารที่ขายดีระเบิดและกลายเป็น “แฟชั่น” เช่นครั้งหนึ่งก็จะมีโดนัทคริสปี้ครีมที่ “หวานมาก” และคนแห่ไปเข้าคิวจองซื้อกลับบ้านหรือไปฝากเพื่อน แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็จะกลับมาขายได้ตามปกติระดับหนึ่ง เช่นเดียวกับอาหารที่บางครั้งก็จะมีประเภท “ไก่ทอดยอดฮิตเกาหลี” เข้ามาเปิดตลาดแล้วก็ “ขายระเบิด” แต่หลังจากนั้นไม่นานคนก็แทบจะเลิกกิน เช่นเดียวกัน ในช่วงหนึ่งร้าน “หมูกระทะ” บูม คนก็เข้าไปกินกันแน่น พอผ่านมาซักพักก็ต้องปิดตัวลง ส่วนหนึ่งเพราะคนอื่นเลียนแบบได้ใกล้เคียงมาก

ข้อสรุปก็คือ เวลาวิเคราะห์หุ้นของกินไม่ว่าจะเป็นอาหาร ขนม หรือน้ำ ก็จะต้องดูว่ายีนเราคิดอย่างไรกับมัน หุ้นตัวนั้นขายสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแค่ไหน คู่แข่งเข้ามาแข่งขันได้มากน้อยแค่ไหน อาหารมีสารที่ทำให้เสพติดหรือไม่ ช่องทางการขายมีส่วนในการแข่งขันแค่ไหน ปัจจัยอื่น ๆ เช่น เรื่องของความเป็นแฟชั่นมีผลอย่างไร และสุดท้ายแล้ว ราคาของหุ้นสมเหตุผลไหม

โดยทั่วไป หุ้นของกินนั้นจะมีอำนาจทางการตลาดไม่มาก ยกเว้นว่าคนเสพติดสารในอาหารบวกกับภาพลักษณ์ที่สินค้าได้สร้างไว้ยาวนาน ดังนั้น หุ้นอาหารและเครื่องดื่มในตลาดหุ้นไทยจึงมีโอกาสที่จะเป็นหุ้นระดับซุปเปอร์สต็อกน้อย หุ้นที่เติบโตและมีกำไรดี ส่วนมากเป็น “แฟชั่น” หรือเป็นสถานการณ์ “ชั่วคราว” และจะกลับมาสู่สภาพที่เป็นจริงในที่สุด ดังนั้น ราคาหุ้นก็ไม่ควรจะแพง ผมคิดว่าระดับ 20 เท่าก็สูงแล้ว