คอลัมน์ สามัญสำนึก โดย สมปอง แจ่มเกาะ
เปิดสนามนัดแรก รู้ผลแพ้ชนะไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับ มหกรรมฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียเป็นเจ้าภาพ จากนี้ไป 1 เดือนเต็ม ๆ (14 มิถุนายน-15 กรกฎาคม) บรรดาคอบอลคงได้ดูการถ่ายทอดสดการแข่งขันครบทั้ง 64 แมตช์ อย่างเปรมปรีดิ์
ยิ่งปีนี้ เวลาการถ่ายทอดสดมาบ้านเรานั้นถือว่าเป็นเวลาที่ดีมาก คือไม่ดึกมากจนเกินไป สำหรับรอบแรก (14-28 มิ.ย.) เท่าที่ไล่เรียงดูตารางการแข่งขัน ส่วนใหญ่จะเตะในช่วงเวลา 19.00-22.00 น. ส่วนรอบ 16 ทีม (30 มิ.ย.-3 ก.ค.) และรอบ 8 ทีม (6-7 ก.ค.) เวลาฟาดแข้งจะอยู่ที่ 21.00 น. และ 01.00 น. ขณะที่รอบตัดเชือก (10-11 ก.ค.) เวลาเริ่มที่ 01.00 น. ส่วนรอบชิงที่ 3 (14 ก.ค.) จะเริ่ม 21.00 น. และรอบชิงชนะเลิศ (15 ก.ค.) เวลาฟาดแข้งจะอยู่ที่ 22.00 น.
โอกาสที่แฟนบอลจะนั่งเฝ้าดูหน้าจอทีวีจึงมีค่อนข้างสูง แฮปปี้สุด ๆ สำหรับคนที่มีฟุตบอลอยู่ในกระแสเลือด
จากนี้ไปทุกลมหายใจจะมีแต่เพียงบอลโลกเท่านั้นแน่นอนว่างานนี้ หลาย ๆ ฝ่ายวาดหวังว่า ด้วยความร้อนแรงและคลั่งไคล้ของบอลโลก จะทำให้บรรยากาศโดยรวมในเชิงเศรษฐกิจมีความคึกคักขึ้นบ้าง ไม่มากก็น้อย
แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่า บรรยากาศและบริบทเกี่ยวกับฟุตบอลโลกในปีนี้ ดูเงียบ ๆ ไม่ค่อยจะคึกคักเท่าที่ควร ต่างจากเมื่อ 4 ปีที่แล้วพอสมควร
หากยังจำกันได้ ฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ ปีนั้นเปิดศักราชใหม่ได้ไม่กี่วัน “อาร์เอส” ผู้ได้รับลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดก็เริ่มเปิดฉากจัดกิจกรรมสร้างกระแสทันที และตามต่อด้วยการขาย “กล่องบอลโลก” จากนั้นก็เป็นคิวของผู้สนับสนุนหลักการถ่ายทอดสด 4 ราย ต่างก็ทุ่มงบฯทำกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งแคมเปญการตลาด อีเวนต์ออน
กราวนด์ ระลอกแล้วระลอกเล่า สร้างความคึกคักและสร้างสีสันได้มากเลยทีเดียว นี่ยังไม่นับรวมถึงเรื่องกฎมัสต์แฮฟ ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กับอาร์เอส ที่เป็นเรื่องเป็นราวและต้องขึ้นโรงขึ้นศาล
แต่สำหรับบอลโลกปีนี้ ไม่เพียงเฉพาะเรื่องความเข้มงวดในเรื่องของลิขสิทธิ์ ของ ฟีฟ่า ที่ขึ้นชื่อแล้ว ในแง่ของราคาก็ถือว่า แพงสุด ๆ และแพงจนคนจะซื้อต้องคิดแล้วคิดอีกว่าซื้อมาแล้วจะคุ้มค่าหรือไม่
ตัวแปรอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้บอลโลกครั้งนี้ดูไม่คึกคักเท่าที่ควร น่าจะมาจากการที่ไม่มีเอกชน หรือใครหน้าไหนหาญกล้าไปเจรจาซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด เพราะรู้อยู่เต็มอกว่า ฟุตบอลโลก เป็น 1 ใน 7 การแข่งขันกีฬา ตามกฎมัสต์แฮฟ ที่ กสทช.กำหนดให้ต้องถ่ายทอดสดผ่านฟรีทีวีทุกนัด แล้วใครจะใจดีใจป้ำขนาดนั้น
ร้อนถึงรัฐบาลต้องสั่งให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ลงมาประสานงานและดำเนินการ และโชคดีที่มี 9 บริษัทใหญ่ (บีทีเอส กรุ๊ป, ไทยเบฟเวอเรจ, บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์, กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี,
ธนาคารกสิกรไทย, คิง เพาเวอร์, พีทีที โกลบอลฯ, บางจาก และคาราบาวตะวันแดง) ยินยอมพร้อมใจที่จะลงขันให้คนไทยได้ดูการถ่ายฟุตบอลโลกแบบฟรี ๆ และเพิ่งจัดแถลงข่าวการถ่ายทอดฟุตบอลโลกอย่างเป็นทางการเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมานี้เอง
ถือเป็นการคิกออฟการถ่ายทอดสดบอลโลกอย่างเป็นทางการ แต่ด้วยการเริ่มต้นที่ล่าช้า และทำให้มีเวลาเตรียมการน้อย ภาพที่ออกมาจึงอาจจะไม่เปรี้ยงเท่าที่ควร ประกอบกับการถ่ายทอดสดครั้งนี้เกิดจากการลงขัน ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกทั้งหมดจึงตกอยู่ในความครอบครองของ 9 บริษัทใหญ่ที่ควักกระเป๋าจ่ายค่าซื้อลิขสิทธิ์เท่านั้น
และด้วยภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ไม่สดใสนัก กำลังซื้อที่ฝืดเคือง บวกกับข้อจำกัดในการทำตลาดที่มีมากมาย ทั้งบริษัทมีเดียเอเย่นต์ บริษัทอีเวนต์ ต่างก็ทำใจแล้วว่าจะไม่ได้รับอานิสงส์จากฟุตบอลโลกครั้งนี้มากนัก
จะว่าไปแล้ว งานนี้ ที่ “วิน-วิน” มีเพียงแค่คนลงขันและคนดู ก็คงไม่ผิดนัก อีก 4 ปีค่อยกลับมาว่ากันใหม่