Skip to content

มหาดไทย ตั้งรับฤดูฝน ปกป้อง ‘หมุดเศรษฐกิจไทย-พม่า’

30 เม.ย. 2568 | 15:16น.
มหาดไทย ตั้งรับฤดูฝน ปกป้อง ‘หมุดเศรษฐกิจไทย-พม่า’

ภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ลูกหม้อมหาดไทย เปิดแผนงาน-เงินเยียวยา รับมือน้ำท่วมเหนือ ท่วมเชียงราย นับถอยหลังเข้าสู่ฤดูฝนหนัก ในวันที่อากาศโลกปั่นป่วน

เพราะกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. เป็นด่านหน้า รับมือปัญหา “ภัย” ที่มาจากน้ำมือของมนุษย์ และธรรมชาติ

ทุก ๆ หน้างานในเหตุภัยพิบัติ “อธิบดี ปภ.” ต้องอยู่แถวหน้า ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และบางครั้งต้องรายงานต่อนายกรัฐมนตรี

เหตุการณ์ “เคียงบ่าเคียงไหล่” กับผู้บริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ทั้งในเหตุน้ำท่วมหนักแม่สาย-น้ำทะลักจากเมียนมา-ค้นหาทีมหมูป่า ล้วนเคยผ่านมือ ‘ภาสกร บุญญลักษม์’ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ลูกหม้อมหาดไทย วัย 58 ปี

“ภาสกร” คลุกวงในกับคนเชียงราย ตั้งแต่ชาวบ้าน-ร้านตลาด จนถึงผู้สร้างสรรค์วัดร่องขุ่น ศิลปินแห่งชาติ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ที่ปาดน้ำตาวันที่ “ภาสกร” ต้องอำลาพื้นที่

ปีนี้ปริมาณฝนตกหนักพื้นที่ภาคเหนือตอนบน (ช่วงเช้าถึงบ่าย 29 เมษายน 68) โดยเฉพาะที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และฝั่งประเทศเมียนมา แม่น้ำสายเพิ่มสูงขึ้นเร็ว ท่วมชุมชมริมตลิ่ง ตลาดสายลมจอย พื้นที่เศรษฐกิจการค้าชายแดนไทย – เมียนมา จมน้ำไปหลายชั่วยาม

ภัยพิบัติปีนี้ จะซ้ำรอยปีที่ผ่านมา จนถึงระดับนักวิชาการเสนอให้ “ย้ายเมือง” อีกครั้งหรือไม่

ประชาชาติธุรกิจ คุยกับ ‘ปภ.’  วิเคราะห์-คาดการณ์ ทำนายผล โอกาสการเกิดอุทกภัยพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจ อ.แม่สาย และแผนรับมือฤดูฝน ในวันที่อากาศโลกปั่นป่วน

ลุยขยายลำน้ำ เสริมคันดิน ป้องกันแหล่งเศรษฐกิจชายแดน

อธิบดี ปภ. เริ่มด้วยการอธิบายสาเหตุน้ำท่วม อ.แม่สาย (29 เม.ย.) ว่าเกิดจากฝนตกหนักฝั่งเมียนมา ประมาณ 69 มิลลิเมตร ประกอบกับฝั่งเมียนมายังคงเต็มไปด้วยดินโคลนจากเหตุอุทกภัยครั้งก่อน ไม่ได้รับการแก้ไขเท่าที่ควร ทำให้มวลน้ำไหลลงแม่น้ำสายเร็ว จนเอ่อล้นท่วมฉับพลันทะลักมาฝั่งไทย มีปริมาณสูงประมาณ 20 เซนติเมตร แต่หลังจากนั้นเพียง 2 – 3 ชั่วโมง ทหารเร่งอุดรอยรั่ว เสริมบิ๊กแบ็ค สูบน้ำออกทำให้ปริมาณน้ำลดกลับสู่สภาวะปกติอย่างรวดเร็ว

ส่วนสาเหตุอุทกภัยบริเวณตลาดสายลมจอย ปีก่อนนั้นเกิดจากน้ำท่วม 8-9 ครั้งในรอบปี สาเหตุหลักเกิดจากเมียนมาไม่มีการติดตั้งเครื่องส่งสัญญาณเตือนภัย ฉะนั้นพอมวลน้ำมา กว่าจะรับรู้ระดับนน้ำบริเวณสะพานแนวด่านพรมแดนไทย – เมียนมาก็สูงแล้ว

แต่อย่างไรขณะนี้ไทย-เมียนมา ได้มีการวางแผนป้องกันอุทกภัยในพื้นที่ระยะเร่งด่วน ทำการขุดลอกลำน้ำสายและลำน้ำรวก เพื่อให้การไหลของน้ำคล่องตัวเมื่อฝนตกหนัก

แผนระยะเร่งด่วน ไทยเสร็จ มิ..นี้

อธิบดีภาสกร เผยว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วม อ.แม่สาย แหล่งเศรษฐกิจเชียงราย หลังลงนามความร่วมมือกับเมืองท่าขี้เหล็ก เมียนมา เพื่อดำเนินการโครงการขุดลอกลำน้ำ ขณะที่ทหารช่างไทยเร่งขุดลอกลำน้ำไปพร้อมเสริมคันดิน ให้สูง 3.20 เมตร สูงกว่าระดับมวลน้ำปี 2567 ที่สูงประมาณ 3 เมตร คาดว่าแผนการขุดลอกลำน้ำและเสริมคันดินเพื่อป้องกันอุทกภัยในระยะสั้นฝั่งไทย ไม่เกินเดือนมิถุนายน จะแล้วเสร็จ

ขณะที่การดำเนินการของเมียนมา จากการตรวจสอบขุดลอกลำน้ำในพื้นที่คืบหน้าไม่เท่าไหร่ โดยตนจะลงพื้นที่ไปติดตามและให้ผู้ว่าฯเชียงราย ประสานผู้ว่าฯท่าขี้เหล็ก เร่งรัดการดำเนินการก่อนเข้าสู่ฤดูฝน

ส่วนมาตรการป้องกันอุทกภัยอำเภอแม่สาย ระยะกลางและระยะยาว ขณะนี้จังหวัดเชียงราย กรมชลประทาน กรมโยธาธิการและผังเมือง พร้อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแนวทางไว้เรียบร้อยแล้ว

พร้อมรับมืออุทกภัย จับตาฝน พ..

อธิบดี ปภ. ประเมินสถานการณ์ปริมาณฝนจากนี้ จากการพยากรณ์อากาศภาพรวมของประเทศ ต้นฤดูน้ำหลากจะเริ่มพฤษภาคมนี้ ทำให้อาจจะมีฝนชุก เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากอยู่บ้าง แต่ปลายฤดูฝนอาจทิ้งช่วงทำให้ปริมาณน้อย

แต่อย่างไรกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ขณะนี้มีการเรียกประชุมหัวหน้าสำนักงาน ปภ. 17 จังหวัดภาคเหนือ รวมถึง ปภ. 4 ศูนย์เขต (เชียงราย ลำปาง กำแพงเพชร พิษณุโลก) เพื่อเตรียมพร้อมสถานการณ์ช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงไว้แล้ว หลังมีการคาดการณ์ตั้งแต่พฤษภาคมนี้ ฝนจะเริ่มชุกขึ้น

ขณะนี้ได้สั่งให้ ปภ.ระดมความพร้อมทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ในการป้องกันบรรเทาสาธารณภัย อาทิ เรือ รถยกสูง เครื่องสูบน้ำ ฯลฯ จากภาคส่วนต่าง ๆ ให้พร้อมรับสถานการณ์ และจะทำงานร่วมกับจังหวัดต่าง ๆ เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนรวดเร็วที่สุด

ส่วนระบบแจ้งเตือนอุทกภัยแก่ประชาชน ขณะนี้กำลังเตรียมทดสอบระบบ Cell Broadcast Service หรือ ระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินที่ส่งข้อความไปยังมือถือประชาชน ช่วงวันที่ 2 – 13 พฤษภาคมนี้ ทั้งแบบการทดสอบในจังหวัดเชียงราย และกลุ่มจังหวัด เพื่อทดสอบระบบให้แจ้งเตือนประชาชนได้รวดเร็ว

นอกจากนี้ ปภ. ประสานขอความร่วมมือหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีผู้เชี่ยวชาญการรับมืออุทกภัย อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมชลประทาน ต่าง ๆ ขอให้ส่งข้อมูลมาให้เร็ว เพื่อได้รีบแจ้งเตือนประชาชนเมื่อเกิดเหตุ เนื่องจากวันนี้ภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จึงต้องมีการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ให้ดี

ส่วนปีนี้เหตุการณ์อุทกภัยภาคเหนือจะซ้ำรอยปี 67 หรือไม่นั้น อธิบดี ปภ. บอกอย่างตรงไปตรงมา เรื่องของธรรมชาติเวลาเกิดเหตุการณ์อุทกภัยต่าง ๆ พยากรณ์ได้ที่ใกล้เคียงสุดคือ ล่วงหน้า 3 วัน หรือ 72 ชั่วโมง โดยจะดูเรดาร์เพื่อตรวจสอบกลุ่มฝน และจากการพยากรณ์ ณ ตอนนี้คาดว่าประเทศไทย ช่วงเดือนพฤษภาคมฝนจะชุก แต่ไม่สามารถคาดเดาได้จะตกหนักเท่าไหร่

อธิบดี ปภ. ระบุว่า เมื่อปี 67 ฝนแม้เป็นเพียงหย่อมความกดอากาศต่ำ แต่จากการที่ตกแช่และนานกว่าปกติ จึงทำให้มีปริมาณน้ำมากผิดปกติ หรือที่เรียกว่าปรากฏการณ์ Rain Bomb ฝนตกกระหน่ำทะลุขีดจำกัดจนทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ฉะนั้นหากจะติดตามว่าฝนตกขนาดไหน ต้องรอดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเป็นช่วง ๆ แต่มั่นใจว่าจากการที่ประสานทุกพื้นที่เสี่ยงไว้จะทำให้พร้อมรับมือ

“เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น ยังไงเราก็ต้องพร้อมรับมือ ระหว่างที่แผนแก้ปัญหาระยะสั้น กลาง และยาวกำลังดำเนินการ แต่ถึงอย่างไรเราต้องจะพยายามลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้มากที่สุด” อธิบดี ภาสกร ระบุ

ปีนี้เยียวยาปกติ หลังรอบ เหนือใต้จ่าย 1.2 หมื่นล้าน

การช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยช่วงฤดูฝน ปลายปี 67 ถึงต้นปี 68 คณะรัฐมนตรี ได้เห็นชอบทบทวนปรับหลักเกณฑ์เงื่อนไขเปลี่ยนเป็นการช่วยเหลืออัตราเดียวครัวเรือนละ 9,000 บาท แทนแบบปกติ จากขั้นบันไดจ่ายตามความเสียหาย 5 – 9 พันบาท ซึ่งขณะนี้มีเสียงเรียกร้องจากประชาชนบางพื้นที่ ยังไม่ได้รับ แต่รัฐบาลชี้แจงกำลังเร่งดำเนินการ

อธิบดี ปภ.  เผยว่า การเยียวยาฟื้นฟูอุทกภัย จ่าย 9,000 บาททุกครัวเรือนนั้น ช่วงที่ผ่านมารัฐบาลอนุมัติดำเนินการในเขตพื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้ รวมทั้งทั้งสิ้นกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท เฉพาะภาคเหนือ ประมาณ 3 – 4 พันล้านบาท ส่วนค่าล้างโคลน ที่จังหวัดเชียงราย ดำเนินการประมาณ 7 – 8 ร้อยล้านบาท

แต่รอบใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นปีนี้ หากต้องมีการดำเนินการฟื้นฟูเยียวยา ก็กลับมาใช้ในเกณฑ์สถานการณ์ปกติตามเดิม พิจารณาจากความเสียหาย ตั้งแต่ 5,000 7,000 จนถึง 9,000 บาท

เปิดแผน 3 ระยะแก้น้ำท่วม อ.แม่สาย

สำหรับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานน้ำท่วมและดินโคลนถล่ม ที่ชายแดนไทย – เมียนมา อ.แม่สาย รัฐบาลวางไว้ 3 ระยะ

– ระยะเร่งด่วน (1 ปี) ประกอบด้วย 1 แผนงาน ได้แก่ แผนการเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำในลำน้ำ โดยการขุดลอกคูคลอง รื้อถอนสิ่งกีดขวางลำน้ำ ทำพนังกั้นน้ำชั่วคราว/กึ่งถาวร ในแม่น้ำสาย 15 กิโลเมตร และแม่น้ำรวก 44 กิโลเมตร โดยมอบหมายให้กองทัพบก ดำเนินการให้เสร็จตามแผน

– แผนระยะกลาง (1-3 ปี) ประกอบด้วย 2 แผนงาน ได้แก่ โครงสร้างป้องกันน้ำท่วมและป้องกันตลิ่งบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ โดยให้วิเคราะห์จุดเสี่ยงการกัดเซาะตลิ่งหลังจากการขุดลอกในระยะเร่งด่วน ดำเนินการโดย กรมโยธาธิการและผังเมือง (ยผ.) กรมชลประทาน (ชป.) กรมเจ้าท่า (จท.) และ สทนช. แผนดำเนินการช่วง มกราคม – มิถุนายน 2568

สำรวจและออกแบบโครงสร้างป้องกันตลิ่ง ดำเนินการโดย กรมโยธาฯ กรมชลฯ กรมเจ้าท่า และ สทนช. แผนดำเนินการตั้งแต่ กรกฎาคม 2568 – มิถุนายน 2569 (1 ปี) และให้ดำเนินการก่อสร้าง โดยกรมโยธาฯ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แผนดำเนินการช่วงปี 2570 – 2572 (3 ปี)

รวมถึงดำเนินโครงการขุดคลองผันน้ำ โดยให้วิเคราะห์ตำแหน่งและศึกษาผลกระทบ ดำเนินการโดยกรมชลประทาน แผนดำเนินการ มกราคม – มิถุนายน 2568 (6 เดือน) และสำรวจศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และออกแบบ แผนดำเนินการช่วง กรกฎาคม 2568 – มิถุนายน 2569 (1 ปี) และให้เร่งดำเนินการก่อสร้าง โดย กรมชลประทาน ตามแผนดำเนินการ ปี 2570 – 2572 (3 ปี)

สำหรับแผนระยะยาว (3-5 ปี) ประกอบด้วย 1 แผนงาน ได้แก่ โครงการจัดการพื้นที่รับน้ำชั่วคราว (แก้มลิง) โดยให้วิเคราะห์ตำแหน่งและศึกษาผลกระทบ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แผนดำเนินการ ปี 2569 (1 ปี) และให้สำรวจ ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และออกแบบ ดำเนินการโดยกรมชลประทาน ดำเนินการตามแผนการ ปี 2567 (1 ปี) ทั้งนี้ การก่อสร้างมอบให้ ชป. และ อปท. แผนดำเนินการ ปี 2571 – 2573 (3 ปี)