ผู้ค้าชายแดน ‘ช่องสายตะกู’ รายได้ลดฮวบเหลือหลักพัน หลังคำสั่งเปิด-ปิดด่านใหม่
คำสั่งควบคุมวันเวลาเปิด-ปิดเพียง3วัน/สัปดาห์ ทำพ่อค้าแม่ค้าชายแดนช่องสายตะกูรายได้หด จากวันละ 40,000 – 50,000 บาท เหลือเพียง 1,000 – 2,000 บาทเท่านั้น แนะผู้ส่วนเกี่ยวข้องเร่งหาทางออกปัญหา
รายงานข่าวจากจังหวัดบุรีรัมย์ จากที่ก่อนหน้านี้ได้มีคำสั่งควบคุมวันเวลาเปิด-ปิดจุดผ่อนปรนช่องสายตะกูจากสัปดาห์ละ 7 วัน เหลือเพียงสัปดาห์ละ 3 วัน คือ วันอังคาร พุธ และพฤหัสบดี เวลา 09.00 – 12.00 น. ทำให้ชาวบ้าน และพ่อค้าแม่ค้าที่เคยนำสินค้าอุปโภคบริโภค ไปขายที่จุดผ่อนปรนช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ต่างขาดรายได้ ส่งผลให้ผู้ค้าบางรายเริ่มปรับตัวมาขายที่หน้าบ้านตัวเองแม้ยอดขายจะลดจากวันละ 40,000 – 50,000 บาท เหลือเพียง 1,000 – 2,000 บาท เท่านั้น
ล่าสุดวันนี้ 22 มิถุนายน 2568 ที่บริเวณจุดผ่อนปรนช่องสายตะกู ต.จับทบเพชร อ.บ้านกรวด พบว่าได้มีการปิดประตูด่านพรมแดน ห้ามบุคคลใดเข้า-ออก มีเพียงเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่ดูแลความเรียบร้อยประจำด่านเท่านั้น จากนั้นทีมข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศในหมู่บ้าน พบว่าพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านหลายคน ที่เคยนำสินค้าอุปโภคบริโภค และผลผลิตทางการเกษตร ไปขายที่จุดผ่อนปรนช่องสายตะกู ต่างเริ่มปรับตัวหันมาตั้งโต๊ะขายหน้าบ้านของตัวเองให้กับชาวบ้านในหมู่บ้าน และผู้คนที่ผ่านไปมา
ขณะที่นางอัญณิกา สะอิ้งรัมย์ อายุ 58 ปี ชาวบ้านสายโท 6 ใต้ บอกว่า ตนมีอาชีพขายอาหารทะเล และผลไม้ที่จุดผ่อนปรนช่องสายตะกูมาเกือบ 10 ปีแล้ว ช่วงที่เปิดปกติยังไม่มีปัญหาพิพาทกันจะขายได้วันละ 40,000 – 50,000 บาท ส่วนมากจะเป็นชาวกัมพูชาข้ามมาซื้อ แต่หลังจากเกิดปัญหาพิพาทกัน มีมาตรการควบคุมวันเวลาเปิด-ปิดด่าน ยอดขายก็ลดลงเรื่อยๆ
กระทั่งล่าสุดมีคำสั่งปิดจุดผ่อนปรนช่องสายตะกู ก็ยอมรับว่ากระทบเพราะไม่สามารถไปขายสินค้าได้ จึงได้ปรับตัวด้วยการหันมาขายหมูปิ้ง และไก่ย่างที่หน้าบ้านของตัวเอง แม้รายได้จะลดลงหลายเท่าตัวเหลือวันละ 1,000 – 2,000 บาทรวมต้นทุน
“ด้วยสถานการณ์ชายแดนก็ยังตึงเครียด จนล่าสุดพลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เซ็นหนังสือคำสั่งปิดจุดผ่อนปรนช่องสายตะกู โดยไม่กำหนด มีผลตั้งแต่วันที่ 21 มิ.ย. ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามกลุ่มผู้ค้ายังคงต้องปรับสถานการณ์เพื่อความอยู่รอด จึงอยากให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเร่งหาทางออกปัญหาพิพาทไทย-กัมพูชาให้จบโดยเร็ว” นางอัญณิกา กล่าว
