เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ไทยต้องเข้าไปเป็น Supply Chain อุตสาหกรรมของสหรัฐให้ได้

14 ก.ค. 2568 | 16:27น.
นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์

บีโอไอเผยแนวทางการค้าและการลงทุนกับสหรัฐ ไม่เพียงดึงการลงทุน แต่ไทยต้องผูก Supply Chain กับอุตสาหกรรมสำคัญของสหรัฐให้ได้มากที่สุด ชี้ตัวเลข 3 ปี ลงทุนในไทยกว่า 200,000 ล้านบาท เชื่อสหรัฐไม่ทิ้งไทยไปไหนเหตุ 5 จุดเด่นพร้อมทุกเรื่อง

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวภายในงานเสวนาโต๊ะกลม “กรุงเทพธุรกิจ Roundtable : The Art of (Re) Deal” ว่า ขณะนี้ทางรัฐบาลไทยยังคงยังอยู่ระหว่างการเจรจามาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) จากสหรัฐ ที่ประกาศเก็บอัตราภาษีของไทยที่ 36% ยอมรับว่ามาตรการภาษีดังกล่าวส่งผลกระทบในหลายมิติ ทำให้เกิดการชะลอการตัดสินใจลงทุน และยังทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างประเทศ เป็นต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นของภาคธุรกิจ ทำให้บางบริษัทอาจพิจารณาไปลงทุนตั้งฐานผลิตในสหรัฐที่มีอัตราภาษี 0%

ขณะเดียวกัน บีโอไอเตรียมแก้ไขกฎหมายในส่วนของ พ.ร.บ.ภาษีส่วนเพิ่ม Global Minimum Tax ที่จะประกาศใช้เพื่อเก็บภาษีขั้นต่ำ 15% จากบริษัทข้ามชาติ โดยมีเครดิตภาษีมาช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าวเช่นกัน เพื่อจะทำให้การลงทุนไม่ชะลอไปมากกว่านี้

สำหรับทิศทางของประเทศไทยจากนี้ จำเป็นต้องผูก Supply Chain กับสหรัฐให้มากขึ้น เช่น การเข้าไปเป็น Supply Chain ในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และด้านดิจิทัล และต้องทำให้สหรัฐมองไทยเป็นฐานการลงทุนเพื่อขยายตลาดเข้าสู่อาเซียน

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การลงทุนของสหรัฐในไทยมี 135 โครงการ คิดเป็นเงินลงทุนประมาณ 150,000 ล้านบาท และหากรวมบริษัทสหรัฐที่ลงทุนผ่านสิงคโปร์จะมากกว่า 200,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล ยานยนต์ และอาหาร สำหรับทิศทางในอนาคต ประเทศไทยยังคงมุ่งเป้าไปที่บริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยี โดยมี 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะดึงดูดการลงทุนจากสหรัฐ คือเซมิคอนดักเตอร์ แอดวานซ์อิเล็กทรอนิกส์ การผลิตชิป ฮาร์ดดิสก์สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ โน้ตบุ๊ก AI บริการคลาวด์ ยานยนต์ ไบโอเบส ซึ่งรวมไปถึงศูนย์ธุรกิจต่างประเทศ

“การตัดสินใจของนักลงทุน ภาษีไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการตัดสินใจลงทุน เขาจะดูอย่างน้อย 5 เรื่องหลักคือ โครงสร้างพื้นฐาน ทั้งน้ำ ไฟ นิคมอุตสาหกรรม ท่าเรือ สนามบิน ได้เปรียบสุดในอาเซียน เรื่องของ Supply Chain เราสู้ได้ เรื่องคน ทั้งแรงงานฝีมือ วิศวกร ช่างเทคนิคเราสู้ได้ เรื่องสิทธิประโยชน์และมาตรการจากภาครัฐเราสู้ได้ และเรื่องสุดท้ายคือไทยเรามีตลาดขนาดใหญ่เกือบ 70 ล้านคน มี FTA 17 ฉบับ ครอบคลุม 24 ประเทศ และกำลังเจรจา FTA กับ EU เกาหลี และแคนาดา”