สำนักพิมพ์มติชนเปิดตัว ‘พระตะบอง ดินแดนใต้เงา 2 รัฐ’ หนังสือประวัติศาสตร์ยุคใหม่
สำนักพิมพ์มติชนจัดงานเสวนาเปิดตัวหนังสือ “พระตะบอง ดินแดนใต้เงา 2 รัฐ” นำโดย ผศ.ดร.ณัฐพร ไทยจงรักษ์ และ ดร.ยิ่งยศ บุญจันทร์ ร่วมเจาะลึกพื้นที่ยุทธศาสตร์ “พระตะบอง” ในมุมมองที่แตกต่างจากเดิม
ผศ.ดร.ณัฐพร ไทยจงรักษ์ เล่าว่าหนังสือเล่มนี้มีจุดเริ่มต้นจากสมัยศึกษาที่ฝรั่งเศส จนนำมาสู่การขอทุนทำวิจัยเพื่อมุ่งหวังให้คนทั่วไปเข้าใจประวัติศาสตร์ระหว่างสองประเทศผ่าน “พื้นที่พระตะบอง” โดยหัวใจสำคัญคือการสะท้อนตัวตนของพระตะบองว่าต้องเผชิญกับอะไรบ้าง และหลุดพ้นจากภาพจำเดิมที่มีเพียงเรื่อง “การเสียดินแดน”
“เราพบว่ากัมพูชามีวิธีคิดและจารีตที่เป็นระบบ จนเห็นภาพการส่งต่อทางความคิดที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก พระตะบองมีอัตลักษณ์เฉพาะตัว เป็นฐานการต่อต้านที่สำคัญ และมีความเป็นเอกเทศสูงซึ่งมักถูกละเลยหากมองเพียงปัจจัยทางการเมืองกระแสหลัก”
หนังสือเล่มนี้พยายามอธิบายว่า การบุกยึดหรือครอบครองพระตะบองในอดีตมีนัยทาง “เศรษฐกิจ” แฝงอยู่เสมอ โดยเฉพาะการเป็น “แหล่งเสบียง” และพื้นที่เกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งต่างจากนัยของคนปัจจุบันที่มักมองแค่เรื่องศักดิ์ศรีการเสียดินแดนเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังตั้งคำถามถึง “การปกครอง” ของไทยเมื่อได้ดินแดนกลับคืนมา เช่น การฝึกอบรมข้าราชการ ซึ่งเป็นหัวข้อที่น่าสนใจและไม่ค่อยถูกพูดถึง

ประวัติศาสตร์ในบริบท “สงครามเย็น” และหลักฐานที่หายไป
ดร.ยิ่งยศ บุญจันทร์ ชี้ให้เห็นว่าพระตะบองมีความเติบโตในตัวเองเหมือนมนุษย์ที่มีรากฐานมาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ และเป็นพื้นที่ “ชายขอบ” ที่ถูกอำนาจจากทั้งไทยและกัมพูชาเข้าไปมีบทบาทในแต่ละช่วงเวลา ประเด็นสำคัญคือการนำเรื่องราวที่ถูกละเลยมานำเสนอ เช่น “แผนบางกอก” (Bangkok Plan) ซึ่งเป็นแผนการโค่นล้มรัฐบาลกัมพูชา
ข้อมูลเรื่องแผนบางกอกไม่มีบันทึกไว้ในไทยเลย แต่พบในเอกสารต่างประเทศอย่างฝรั่งเศสและอเมริกา ซึ่งชี้ให้เห็นบริบทของสงครามเย็น ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่มีความหวาดกลัวต่อคอมมิวนิสต์จนนำมาสู่ความขัดแย้ง
ดร.ยิ่งยศ อธิบาย พร้อมย้ำเตือนว่าเราไม่ควรใช้วิธีคิดปัจจุบันไปตัดสินอดีต และต้องเข้าใจว่าหลักฐานของแต่ละประเทศมีข้อจำกัดและอาจเชื่อถือไม่ได้ทั้งหมด

ในช่วงท้าย ผู้เขียนได้เปิดเผยถึงเบื้องหลังความยากลำบากในการจัดทำ โดยเฉพาะข้อจำกัดที่ได้ทุนวิจัยจากสถาบัน ทำให้เนื้อหาเน้นไปที่รัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ (IR) จนอาจดูเล็กเกินไปในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญบางส่วน นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการ “เซ็นเซอร์” หรือการไม่สามารถเขียนเนื้อหาที่รุนแรงได้ เนื่องจากเป็นการทำงานร่วมกับผู้เขียนชาวกัมพูชา จึงต้องมีการปรับจูนและประนีประนอม (Compromise) ข้อมูลเพื่อให้ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย
หนังสือเล่มนี้ยังคงเอกลักษณ์ด้วยการใช้ภาษาเฉพาะ ทั้งฝรั่งเศสและอักษรเขมร เพื่อรักษาความเป็นตัวตนของผู้เขียน โดยมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนการเรียนประวัติศาสตร์แบบ “ตัวร้าย-ตัวดี” ให้กลายเป็นความเข้าใจในความหลากหลายของข้อมูล เพื่อให้สอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบัน
