ช่วงเดือนเมษายนเป็นเดือนแห่งการคุ้มครองโลก (Earth Month) “บริษัท ฮุนได มอเตอร์” ประกาศเปิดตัวแคมเปญระดับโลกในชื่อ “Forests Without Names” ตั้งชื่อให้กับป่าใต้ทะเลในหลายพื้นที่ทั่วโลกที่มักถูกมองข้ามทั้งในแง่การรับรู้ของสาธารณชนและในกระบวนการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม
ป่าใต้ทะเลคือระบบนิเวศใต้น้ำที่เกิดจากการรวมตัวของสาหร่ายทะเลหนาแน่น เช่น เคลป์และสาหร่ายชนิดต่าง ๆ บริเวณชายฝั่ง มีบทบาทคล้ายป่าบนบกในหลายด้าน ทั้งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเล ช่วยกรองมลพิษในน้ำ และเป็นฐานความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศชายฝั่ง
ในช่วงปี 2568 ประเด็นนี้ได้รับความสนใจในระดับสากลมากขึ้น โดยเฉพาะในเวที IPCC ครั้งที่ 63 ณ กรุงลิมา ที่มีการหยิบยกแนวทางศึกษาการนำสาหร่ายทะเลเข้าสู่ระบบการคำนวณคาร์บอน ซึ่งสะท้อนศักยภาพของป่าใต้ทะเลในฐานะกลไกธรรมชาติที่อาจช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะโลกร้อนได้ในระยะยาว
ฮยอนชอล จอน หัวหน้ากลุ่มธุรกิจอนาคตและความยั่งยืนของบริษัท ฮุนได มอเตอร์ เปิดเผยว่า ให้ความสำคัญกับการดูแลและฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระบบนิเวศบนบกและทางทะเล ผ่านแคมเปญ ‘Forests Without Names’
โดยต้องการทำให้ป่าใต้ทะเลซึ่งมักไม่เป็นที่รู้จักได้รับการมองเห็นมากขึ้น พร้อมสะท้อนคุณค่าและความสำคัญของการดูแลท้องทะเล ตนภูมิใจที่ได้นำเรื่องราวนี้มานำเสนอในรูปแบบที่สร้างสรรค์ เพื่อจุดประกายความสนใจต่อสิ่งที่เคยถูกมองข้าม และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนหันมาใส่ใจในสิ่งที่พวกเขาเพิ่งได้รู้จัก

แนวคิดเบื้องหลังแคมเปญมาจากข้อสังเกตที่ว่า แม้ป่าบนบกจำนวนมากจะเป็นที่รู้จักและมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ แต่ป่าใต้ทะเลส่วนใหญ่ยังไม่มีชื่อ ซึ่งฮุนได มอเตอร์มองว่าการขาดตัวตนในเชิงการสื่อสารเป็นอุปสรรคต่อการดูแลและฟื้นฟูในระยะยาว บริษัทจึงใช้กระบวนการตั้งชื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างความผูกพัน ทั้งจากภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน ชุมชนท้องถิ่น และประชาชนทั่วไป
แคมเปญนี้ต่อยอดแนวทางสื่อสารของฮุนได มอเตอร์ที่ใช้มาก่อนหน้าในโครงการ “Tree Correspondents” ซึ่งได้รับรางวัลจากเวที Cannes Lions ปี 2568 โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาถ่ายทอดสัญญาณจากต้นไม้เพื่อสื่อสารความสำคัญของการอนุรักษ์ป่าบก สำหรับ “Forests Without Names” ถือเป็นการขยายแนวคิดเดียวกันจากระบบนิเวศบนบกสู่ระบบนิเวศทางทะเล
ในแง่การดำเนินงาน แคมเปญเริ่มต้นด้วยการตั้งชื่อป่าใต้ทะเล 3 แห่งในสามประเทศ ได้แก่ เกาหลีใต้ อาร์เจนตินา และออสเตรเลีย โดยในเกาหลีใต้
ป่าใต้ทะเลที่ได้รับการฟื้นฟูแห่งหนึ่งในเมืองอุลซานได้รับชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Ullim” ซึ่งเป็นคำภาษาเกาหลีที่สื่อถึงแรงสั่นสะเทือนหรือเสียงสะท้อน กระบวนการตั้งชื่อดำเนินการร่วมกับกระทรวงมหาสมุทรและการประมงของเกาหลีใต้ และ Korea Fisheries Resources Agency (FIRA)
ส่วนในอาร์เจนตินา ป่าใต้ทะเลได้รับชื่อว่า “Auken Aiken” ซึ่งแปลว่า “ผืนดินแห่งชีวิต” ในภาษาท้องถิ่น ผ่านความร่วมมือกับองค์กรด้านทะเลและชุมชนในพื้นที่ ขณะที่ชื่อป่าใต้ทะเลในออสเตรเลียจะเปิดให้ประชาชนทั่วโลกร่วมโหวตผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียและเว็บไซต์ของแคมเปญ
นอกจากกระบวนการตั้งชื่อแล้ว แคมเปญยังรวมถึงการพัฒนาเว็บไซต์ให้กลายเป็นศูนย์กลางข้อมูลป่าใต้ทะเลระดับโลก (Sea Forest Data Hub) ที่รวบรวมข้อมูลพิกัดพื้นที่ ลักษณะระบบนิเวศ และกิจกรรมการฟื้นฟูที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว ชื่อที่ได้รับการคัดเลือกจะถูกบรรจุในแผนที่ Sea Forest Map โดยมีเป้าหมายเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มแผนที่ระดับโลกในอนาคต รวมถึง Kakao Map เพื่อให้สาธารณชนเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายยิ่งขึ้น
แคมเปญดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนระยะยาวของบริษัท ที่ดำเนินงานด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลมาหลายปี

โครงการที่มีความคืบหน้าที่สุดคือการฟื้นฟูป่าใต้ทะเลในเมืองอุลซาน ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2567 ร่วมกับกระทรวงมหาสมุทรและการประมง Korea Fisheries Resources Agency และเทศบาลเมืองอุลซาน โครงการนี้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 3.96 ตารางกิโลเมตร โดยคาดว่าจะสามารถดูดซับคาร์บอนได้ประมาณ 1,300 ตัน CO₂ ต่อปี
วิธีการฟื้นฟูที่ใช้ครอบคลุมหลายแนวทาง ทั้งการปลูกและย้ายสาหร่าย การกระจายสปอร์ การติดตั้งโครงสร้างใต้น้ำ การสนับสนุนการขยายพันธุ์ของสายพันธุ์ท้องถิ่น และการทำความสะอาดพื้นทะเล
อีกโครงการหนึ่งที่ดำเนินการควบคู่กันมาตั้งแต่ปี 2564 คือความร่วมมือกับองค์กร Healthy Seas ในการเก็บขยะทะเล ครอบคลุมพื้นที่ในยุโรป เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา โดยข้อมูลที่บริษัทระบุคือสามารถเก็บขยะทะเลได้รวมกว่า 320 ตัน
ส่วนใหญ่เป็นอวนประมงที่ถูกทิ้ง ซึ่งถูกนำกลับมารีไซเคิลเป็นเส้นใยไนลอน ECONYL นำไปใช้เป็นวัสดุภายในรถยนต์ เช่น พรมปูพื้นในรุ่น Hyundai IONIQ 5, IONIQ 6, SANTA FE และ NEXO ที่จำหน่ายในตลาดยุโรป
สำหรับทิศทางของแคมเปญในระยะต่อไป จะขยายฐานข้อมูลป่าใต้ทะเลให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น พร้อมเปิดให้ชุมชนและองค์กรในประเทศต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการบันทึกและตั้งชื่อระบบนิเวศในพื้นที่ของตน
โดยมีเป้าหมายให้เว็บไซต์ของแคมเปญกลายเป็นหนึ่งในฐานข้อมูลเปิดเกี่ยวกับป่าใต้ทะเลที่ครอบคลุมที่สุดในระดับโลกเพื่อสนับสนุนการวิจัย การเรียนรู้ และการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลในระยะยาว