เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เอกชนขานรับยกเลิกต่อใบ รง.4 มั่นใจเป็นตัวบีบโรงงานคุณภาพต่ำเข้าระบบ

31 ต.ค. 2561 | 12:57น.

กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก และกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้า ส.อ.ท. มั่นใจการยกเลิกต่อใบอนุญาต รง.4 ส่งผลดีจะเป็นตัวสกรีนโรงงานไม่ได้มาตรฐานเข้าระบบ หลังต้องส่งรายงานประเมินละเอียดยิบ ลิ้งค์ข้อมูลจากการร้องเรียน และชุมชนโดยรอบหากเจอรายงานเท็จฟันโทษหนัก พร้อมจัดทำเป็น Big Data เหมือนจีน เหมาะกับประเทศพัฒนาแล้วที่ปฎิรูปอุตสาหกรรมสู่ 4.0 ดึงการลงทุนไม่ยาก

หลังจากที่ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อยู่ระหว่างการปรับแก้ พ.ร.บ. โรงงาน (พ.ศ.2535) โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เพื่อยกเลิกการต่อใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) ทุกประเภทที่ต้องต่ออายุทุกๆ 5 ปีนั้น และได้กำหนดวิธีการขึ้นมาใหม่ โดยการให้โรงงานอุตสาหกรรมส่งข้อมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์ และรับรองตนเอง เป็นการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตทางราชการ (พ.ศ. 2558)

ขณะเดียวกันยังลดภาระและความยุ่งยากในการขอต่อใบอนุญาตและประกอบกิจการโรงงาน เพิ่มระดับความน่าเชื่อถือในการลงทุนในประเทศให้มีลำดับที่ดีขึ้น จะส่งผลมีการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ยกระดับการประกอบกิจการโรงงานด้านการผลิต ความปลอดภัย และการจัดการมลพิษของโรงงาน มีข้อมูลการประกอบกิจการโรงงานที่สามารถพัฒนาไปสู่ Big Dataเพื่อใช้ในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม

นายวิกรม วัชระคุปต์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ใบอนุญาตประกอ[โรงงานควรที่จะต้องมีอายุ ไม่ควรที่จะเป็นตลอดชีพเหมือนใบขับขี่ ถึงรัฐจะใช้ว่าเป็นการยกเลิกต่อใบอนุญาต แต่ในทางปฏิบัติและวิธีแล้วนั้น กรอ. ยังคงต้องมีเจ้าหน้าที่ตรวจประจำปีเข้าไปตรวจโรงงานเช่นเดิม เพียงแต่เปลี่ยนจากเจ้าหน้าที่รัฐ เป็น Third party และยังต้องส่งรายงานด้านความปลอดภัยและด้านสิ่งแวดล้อม (Self Declare) และตรวจประเมินตนเอง (Internal Salf Audit) เป็นประจำทุกปี

อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นเรื่องการอำนวยความสะดวก และตัดปัญหาเรื่องการค้างใบอนุญาตโดยการเรียกรับสินบนจากในอดีตที่เคยเกิดขึ้น แต่ในท้ายที่สุดแล้วอยู่ที่กลไกของรัฐจะกำกับดูแล และบังคับใช้กฏหมายกับโรงงานได้มากน้อยขนาดไหน หากทำได้นั่นถึงจะเพอร์เฟค ดังนั้นการยกเลิกต่อใบอนุญาตดังกล่าวรัฐต้องมีกลไกการกำกับดูแล มีความโปร่งใส มีการตรวจสอบ ที่ต้องมีความเข้มงวด

“อย่างโรงงานเหล็กที่เก่าๆ ทำให้เกิดมลพิษมากๆรัฐจะควบคุมมันยังไง ทุกอย่างถือว่าดีแต่การกำกับดูแลมันทำได้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามกฏหมายหรือไม่ เราห่วงแค่ตรงนี้ อีกอย่างที่กังวลอย่างโรงงานเก่าที่ไม่ต่อใบอนุญาตแล้วขายโรงงานทิ้งให้รายใหม่รัฐจะกำกับเรื่องเหล่านี้ยังไง และเราเองยังไม่เห็นในรายละเอียดว่าวิธีการ และสิ่งที่รัฐกำลังแก้ใน พ.ร.บ. โรงงาน 2535 คืออะไรบ้าง”

นางกนิษฐ์ เมืองกระจ่าง ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และคมนาคม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เอกชนเห็นด้วยและมองว่าการยกเลิกต่อใบอนุญาตดังกล่าวจะส่งผลดีในเรื่องข้อมูลเชิงลึก ที่แต่ละโรงงานจะต้องนำส่งให้ กรอ. เพราะเมื่อโรงงานส่งรายงานเข้าไปแล้ว กรอ. จะเช็คข้อมูลว่าโรงงานนี้มีการร้องเรียนอยู่แล้วหรือไม่ หากพบว่ามีและไม่ตรงกับรายงานที่ส่งมาถือว่ารายงานเท็จจะได้รับโทษหนัก และประเมินไม่ผ่านโรงงานเหล่านี้หากไม่ถูกปิด ก็จะถูกทำให้เข้าระบบโดยสั่งให้ปรับปรุง ซึ่งนี่ถือว่าเป็นข้อดีทีจะเห็นโรงงานเข้าระบบและปฎิบัติตามกฏหมายมากขึ้น

“ปัจจุบันสื่อโซเชียลและชุมชนโดยรอบโรงงานถือว่าเป็นหูเป็นตาให้กับ กรอ. ได้มาก เพราะเมื่อไรที่เกิดปัญหาน้ำเสีย ควัน คนเหล่านี้จะร้องเรียนเข้ามาก่อน กรอ. เขาก็จะเช็คนำคนไปลงตรวจด้วยที่สุดแล้ว คนที่ทำผิดก็ต้องถูกบีบให้เข้าระบบ เพราะตอนนี้ก็ยังมีโรงงานที่แอบแฝงทำผิดอยู่เหมือนกัน”

อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีการยกเลิกต่อใบอนุญาตแต่ในทางปฎิบัติทาง กรอ. ก็ยังต้องมีการตรวจดูแลโรงงานเช่นเดิม ซึ่งจะใช้ระบบของ Third party เข้ามาช่วยมากขึ้น ซึ่งรูปแบบดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างจีน

ขณะที่ไทยเองมีนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 การนำระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้นอกจากความสะดวกรวดเร็วแล้ว ยังส่งผลให้นักลงทุนต่าชาติมองไทย ว่าสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมไปสู่ 4.0 ได้ตามที่ประกาศไว้ เกิดความมั่นในก็จะส่งผลให้เกิดการลงทุนตามมาเช่นกัน

“ระบบออนไลน์คืออนาคตที่เราจะนำมาใช้กันในภาคอุตสาหกรรม และเมื่อ Big Data เก็บข้อมูลครบทุกด้าน มันจะทำให้เราเห็นข้อมูลเชิงลึก เช่น โรงงานนี้มีการผลิตการส่งออก นำเข้า จ้างงานเป็นอย่างไรก็จะเชื่อมโยงไปสู่ระบบสรรพากร กระทรวงแรงงานเรื่องสวัสดิการ เป็นต้น และยังสามารถประเมินศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมได้ชัดมากขึ้น”

นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวว่า ปัจจุบันมีโรงงานที่ต้องต่ออายุใบอนุญาตประมาร 80,000 โรง. เป็นส่วนที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม 20,000 โรง และนอกนิคมฯ 60,000 โรง แน่นอนว่าข้อดีจะได้รับความสะดวกในการประกอบกิจการมากขึ้นและเป็นการยกระดับการบริหารงานภาครัฐให้เกิดความสะดวกยิ่งขึ้นตามพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวก ขณะที่ข้อเสีย มีค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและจัดทำรายงานด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น

โดยหลังจากแก้ พ.ร.บ. เสร็จ กรอ. จะเริ่มใช้วิธีให้โรงงาน 1.ตรวจประเมินตนเองเป็นประจำทุกปี (Internal Salf Audit) 2.ส่งรายงานด้านความปลอดภัยและด้านสิ่งแวดล้อม (Self Declare) ที่ได้รับการตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบเอกชนที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงอุตสาหกรรม (Third part) 3.ติดตามและให้คำแนะนำเป็นประจำทุกปี โดยพนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ตรวจสอบเอกชนที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงสาหกรรมเท่านั้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สภาอุตสาหกรรม