ม.หอการค้าชี้ พิษสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ กระทบส่งออกปี 62 ลดลง 0.5-1.9%
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากการประเมินสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าปี 2562 ไทยจะได้รับผลกระทบด้านการส่งออก ซึ่งลดลง 1,181-4,427 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ขึ้นอยู่กับกรณีศึกษา) หรือส่งผลให้อัตราการขยายตัวของการส่งออกลดลงประมาณ 0.5-1.9% ส่วนผลกระทบจากสงครามการค้าส่งผลให้มูลค่าการส่งออกของไทยในปี 2561 ลดลง 351-597 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือการส่งออกลดลงคิดเป็น 0.1-0.2% ของมูลค่าการส่งออกรวม
นายอัทธ์ กล่าวว่า การประเมินผลกระทบจากสงคราการค้าปี 2562 ศูนย์ศึกษาฯแบ่งเป็น 3 กรณี คือ กรณีที่1 สหรัฐฯและจีนเก็บภาษีนำเข้าระหว่างกันในบัญชีสินค้า 3 (List 3) ที่ 10% แต่ไม่มีการเก็บภาษีเพิ่มเติมในรายการสินค้าใหม่ของบัญชีสินค้า 1 และบัญชีสินค้า 2 ที่จัดเก็บภาษีที่ 25%
กรณีที่2 สหรัฐฯและจีนเก็บภาษีนำเข้าระหว่างกันในบัญชีสินค้า 3 ที่ 25% หลังเดือนมีนาคม ปี 2562 แต่ไม่มีเก็บภาษีเพิ่มเติมในรายการสินค้าใหม่ และกรณีที่ 3 สหรัฐฯและจีนมีการเก็บภาษีนำเข้าระหว่างกันอยู่ที่ 25% แต่ สหรัฐฯ มีการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมในมูลค่าการส่งออก 2.67 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และจีนเก็บภาษีเพิ่มเติมในมูลค่าการส่งออก 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
“ผลจากสงครามการค้าส่งผลให้การส่งออกปี 2562 ของจีน และสหรัฐฯ ลดลง โดยการส่งออกจีนลดลงคิดเป็น 0.8 -3.8% โดยสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกลดลงมาก ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ เหล็ก รถยนต์ และโลหะอื่นๆ เป็นต้น ขณะที่การส่งออกของสหรัฐฯ ลดลง 0.4 -1.2% โดยสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกลดลงมากได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ขนส่งอื่นๆ รถยนต์ พลาสติก และเชื้อเพลิง ทั้งนี้ สิ่งที่หน้าห่วงในปีหน้าคือสินค้าประเภทเหล็ก ที่จะทะลักมาจากจีนเป็นจำนวนมาก หากเป็นเช่นนั้นอาจทำให้ธุรกิจเหล็กในประเทศไทยแย่ลงได้ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวเพื่อเตรียมตั้งรับกับสถานการณ์ดังกล่าว”
นายอัทธ์ กล่าวว่า มูลค่าการส่งออกของไทยในปี 2562 คาดว่าจะมีมูลค่าเท่ากับ 271,406 -274,987 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือมีอัตราการขยายตัวประมาณ 6.1-7.5% โดยพิจารณาปัจจัยลบเฉพาะสงครามการค้า และไม่ได้พิจารณาปัจจัยลบอื่นๆ ร่วม อาทิ ราคาน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน และสถานการณ์อื่นๆ อย่างไรก็ตาม สงครามการค้าฯ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก (จีดีพี) ปี 2562 ลดลง 0.1%-0.5% โดยจีนเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด รองลงมาคือสหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ส่วนไทยได้รับผลกระทบคิดเป็น 0.2% ของผลกระทบทั้งหมดที่โลกได้รับ