เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ไทยตกขบวนเวียดนามแซงเข้าCPTPP

29 ธ.ค. 2561 | 11:40น.

ดีเดย์ 12 ม.ค. 62 ความตกลง CPTPP 7 ประเทศ ลดภาษีลอตแรก หวั่น “สินค้าเกษตร-เสื้อผ้า-เครื่องหนัง” เสียตลาดส่งออกให้ “เวียดนาม” แนะรัฐบาลใหม่ตัดสินใจทันทีก่อนไทยตกขบวน เข้าร่วมเร็ว จ่ายค่าผ่านประตูน้อย-ช้าจ่ายแพง แลกผลประโยชน์กับ 11 ประเทศสมาชิก

แม้ว่านายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศออกมาแล้วว่าประเทศไทยจะยังไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิก ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ในรัฐบาลชุดนี้ และให้เหตุผล “ความตกลงยังไม่บังคับใช้และยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบโดยเฉพาะประเด็นการเปิดรับสมาชิกใหม่” ขณะที่หลายฝ่ายเชื่อว่า “ยังพอมีเวลาที่จะพิจารณาสมัครเข้าเป็นสมาชิก CPTPP ในรัฐบาลหน้า”

แต่การปล่อยเวลาให้เนิ่นนานออกไปกลับสร้างความกังวลให้กับภาคเอกชนและเกิดความไม่แน่นอน จนถึงกับมีนักลงทุนประเทศที่เข้าเป็นสมาชิก CPTPP แล้ว ได้สอบถามถึง “ท่าที” ที่ชัดเจนของประเทศไทย เนื่องจาก CPTPP กำลังเปิดการพิจารณา “เงื่อนไข” ในการรับสมาชิกใหม่ในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ ในขณะที่ผลการศึกษาการเข้าร่วม CPTPP ของประเทศไทยเองก็บ่งชี้ชัดถึง”ประโยชน์” ที่จะได้รับมีมากกว่าผลเสียที่ไทยจะต้องบริหารจัดการภายในประเทศ

ไม่เข้าร่วมเสียเปรียบเวียดนาม

ดร.รัชดา เจียสกุล หุ้นส่วนและกรรมการผู้จัดการ บริษัท โบลลิเกอร์ แอนด์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะหัวหน้าคณะผู้ศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมเจรจาความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ให้กับกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ความตกลง CPTPP เฟสแรกจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 มกราคม 2562 เฉพาะในสมาชิก CPTPP รวม 7 ประเทศ จาก 11 ประเทศได้ให้สัตยาบันครบ 60 วันตามหลักเกณฑ์แล้ว โดยเวียดนามเป็นประเทศล่าสุดที่ได้ให้สัตยาบัน หลังจาก 6 ประเทศ ได้แก่ เม็กซิโก, ญี่ปุ่น, ชิลี, แคนาดา และออสเตรเลียให้สัตยาบันไปก่อนหน้านี้ ส่วนอีก 4 ประเทศที่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันจะยังไม่ได้รับการลดภาษี

เป็นที่น่าสังเกตว่า ผลจากการเปิดตลาด 7 ประเทศนี้สามารถเปิดตลาดส่งออกสินค้าระหว่างกันได้มากขึ้น โดยเฉพาะ “เวียดนาม” ซึ่งผลิตสินค้าที่คล้ายกับไทยจะมีความได้เปรียบไทย เพราะลดภาษีทันที ซึ่งอาจกระทบสินค้าที่ไทยส่งออกไปตลาด CPTPP อาทิ

1) กลุ่มเกษตรและอาหาร อาทิ ปลาและผลิตภัณฑ์ปลา มูลค่าส่งออก 2,283 ล้านเหรียญ, ผลิตภัณฑ์สัตว์ 2,057 ล้านเหรียญ, ข้าวธัญพืช 1,741 ล้านเหรียญ,ผักและผลไม้ 1,706 ล้านเหรียญ, เครื่องดื่มและยาสูบ 699 ล้านเหรียญ, น้ำตาลและขนม 412 ล้านเหรียญ, เมล็ดพืชที่มีน้ำมัน 218 ล้านเหรียญ, นม 55 ล้านเหรียญ

2) กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม เช่น เครื่องหนังและรองเท้า 3,500 ล้านเหรียญ, เครื่องนุ่งห่ม 578 ล้านเหรียญ

สำหรับ 7 ประเทศที่มีการลดภาษีนั้นถือเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าที่สำคัญ เช่น แคนาดา นำเข้าไก่ปรุงแต่ง, อาหารปรุงแต่ง, อาหารสุนัข, ยางรถยนต์, เตาที่ใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิง, ตู้เย็น, ล้อ และเลนส์แว่นตา ส่วนเม็กซิโก นำเข้ายางและผลิตภัณฑ์, เครื่องสูบเชื้อเพลิง, ยานยนต์ส่งของและส่วนประกอบยานยนต์ ประเทศชิลี นำเข้าข้าว, ยางรถบัส, ถุงมือ, เครื่องเงิน, รถจักรยานยนต์ ประเทศญี่ปุ่น นำเข้าตับและไข่ปลา, น้ำผึ้ง, ถั่วแดง, น้ำมันพืช และอาหารปรุงแต่ง ประเทศเวียดนาม นำเข้าโซเดียมไฮดรอกไซด์, ผ้าทอ, อ่างล้างชาม-อ่างล้างหน้า, กล้องโทรทัศน์ ประเทศมาเลเซีย นำเข้าทุเรียน และประเทศเปรู นำเข้าสับปะรด, ถุงยาง, ถุงมือ, เครื่องรับวิทยุและมอเตอร์

“ผลกระทบต่อการส่งออกจะมีมากน้อยเท่าไหร่ จะต้องรอดูหลังความตกลง CPTTP มีผลบังคับใช้ แต่เชื่อว่าแต้มต่อที่จะเกิดขึ้น จะมีผลกับแต่ละประเทศไม่เท่ากัน โดยเฉพาะประเทศที่ไทยไม่มีการทำข้อตกลง FTA อย่างแคนาดา-เม็กซิโก ซึ่งต้องจับตามองต่อว่าจะมีผลกระทบอย่างไร ส่วนผลทางจิตวิทยาการลงทุนขณะนี้ นักลงทุนรับรู้ไปแล้วตอนที่ยังเป็นข้อตกลง TPP อยู่ นักลงทุนต่างชาติในประเทศไทยแจ้งว่า จะย้ายไปอยู่เวียดนาม เพราะเวียดนามมี TPP แต่สำหรับความตกลง CPTPP ซึ่งพัฒนามาจากข้อตกลง TPP เดิม จะเห็นภาพชัดขึ้นในเดือนมิถุนายน”

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า นักลงทุนญี่ปุ่นสอบถามเรื่องนี้เข้ามาตลอดเวลา ซึ่งเข้าใจว่ารัฐบาลไทยได้แจ้งไปอย่างชัดเจนกับนักลงทุนแล้วว่า “ประเทศไทยจะเข้าร่วมข้อตกลงฉบับนี้” แต่ถ้ารัฐบาลใหม่มาแล้วไม่เข้าร่วม CPTPP ก็ต้องสามารถตอบประชาชนได้ เพราะจะมีผลต่อการย้ายฐานการลงทุนเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่น แม้ว่านักลงทุนจะได้สิทธิประโยชน์จาก BOI หรือ EEC ซึ่งถือเป็น “ออนท็อปอยู่แล้ว แต่เขาก็ขู่เราอยู่ดี” เพื่อใช้เป็นปัจจัยในการต่อรองด้านการลงทุน

ค่าผ่านประตูสู่ CPTPP

การประกาศของรัฐบาลไทยชุดปัจจุบันที่ว่า “จะยังไม่เข้าร่วม CPTPP ในรัฐบาลชุดนี้” ดร.รัชดาเห็นว่า “ถือเป็นไทมิ่งที่ดี ไม่ใช่เพราะกังวลเรื่องผลการเลือกตั้ง แต่เกรงว่าจะสร้างความเข้าใจกับประชาชนไม่ทัน เนื่องจากหากศึกษาในความตกลง CPTPP จะหลักเกณฑ์การรับสมาชิกใหม่เขียนไว้กว้าง ๆ ว่าให้ประเทศที่สนใจยื่นหนังสือเข้าร่วม แต่จะชัดเจนเมื่อ 7 ประเทศได้ประชุมกำหนดเกณฑ์กันในเดือนมกราคม 2562”

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดใหม่ “ควรตัดสินใจทันทีหลังจากรับตำแหน่ง” เนื่องจากหากตัดสินใจร่วม CPTPP ช้าหรือเร็วก็จะมีผลต่อ “การเจรจาเรื่องค่าผ่านประตู” ซึ่งหมายถึง ข้อแลกเปลี่ยนในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก CPTPP อาจเรียกว่า หากเข้าเร็วจ่ายน้อยกว่าเจรจากับแค่ 7 ประเทศ แต่ถ้ารออีก 4 ประเทศเข้า CPTPP เพิ่ม ก็ต้องจ่ายมากกว่า และยังไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีอีกกี่ประเทศที่จะเข้าร่วม เพราะทั้งอังกฤษ-เกาหลีก็สนใจ หรือหากช้าไปกว่าปี 2020 แล้วสหรัฐมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่ แล้วเกิดเปลี่ยนใจกลับเข้ามาเป็นสมาชิก CPTPP อีก เราก็ต้องเจรจาต่อรองกับสหรัฐเพิ่มอีก

โดยไทม์ไลน์การเข้าร่วมเบื้องต้น คือ 1) ภายในไม่เกินเดือนมิ.ย. 2562 ไทยจะต้องยื่นหนังสือประกาศเข้าร่วม CPTPP 2) หลังจากนั้นเจรจาไม่เกิน 1 ปีให้จบในปี 2563 (2020) ก่อนสหรัฐเลือกตั้ง 3) ไทยจะประกาศลงนาม CPTPP ได้ในเดือนพ.ย. 2563 4) ไทยต้องให้สัตยาบันก่อนจะไปลงนามได้ และจะมีผลบังคับใช้หลังให้สัตยาบันแล้ว 60 วัน หรือประมาณเดือน มี.ค. 2564 (2021)

เยียวยาด้วยกองทุน CPTPP

สำหรับผลการศึกษาเบื้องต้นถึงความเป็นไปได้ในการร่วมเจรจาความตกลง CPTPP พบว่า หากไทยร่วม CPTPP จะทำให้ไทยสามารถเข้าไปอยู่ใน “ห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค” แต่หากไทยไม่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคนี้แล้วก็จะมีประเทศผู้เล่นที่ได้ประโยชน์ก็คือ “เวียดนาม” ดังนั้น ประเทศไทยก็อาจจะสู้เวียดนามไม่ได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ การเข้าร่วม CPTPP ยังได้ประโยชน์จากการลดอุปสรรคทางการค้ากับประเทศคู่ค้าสำคัญ และช่วยให้เกิดการอำนวยความสะดวกทางการค้าและลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจลง นำไปสู่สวัสดิการด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น และที่สำคัญ CPTPP จะนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศหลาย ๆ อย่าง แต่หากประเทศไทยไม่ได้ร่วมเจรจา “เราก็จะตกขบวน” โอกาสในการปฏิรูปหรือยกระดับมาตรฐานของไทยก็จะหายไป แต่ถ้าเข้าร่วม ไทยก็จะยกระดับมาตรฐานสูงขึ้น

ส่วนผลกระทบจากการเจรจา CPTPP ประเทศไทยจะต้องเตรียมความพร้อมด้วยการกำหนดท่าทีที่สำคัญโดยอาจจะกำหนด”ข้อสงวน” ในการเจรจาบางประเด็นที่ “อ่อนไหว” เช่น การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ส่วนการ “เยียวยา” ผู้ได้รับผลกระทบจากการเข้าร่วม CPTPP ได้มีข้อสรุปแล้วว่า ให้มีการตั้ง “กองทุนเพื่อเยียวยาผลกระทบ CPTPP” ซึ่งทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจะดำเนินการโดยแยก “กองทุน CPTPP” ออกจาก”กองทุน FTA” ที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้สามารถจัดสรรงบประมาณเยียวยาผลกระทบได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat 

หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์