TQM ตั้งเป้าเบี้ยรับรวมปีนี้ 1.26 หมื่นลบ.โต 14% ลุยลงทุน ตปท.นำร่องกัมพูชา-ลาว
นายอัญชลิน พรรณนิภา ประธานกรรมการ บริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TQM เปิดเผยว่า ในปี 2562 นี้ บริษัทตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 12,690 ล้านบาท เติบโต 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีเบี้ยรับรวมอยู่ที่ 11,095 ล้านบาท หลักๆ สัดส่วนกว่า 95% ยังคงมาจากธุรกิจโบรกเกอร์ ที่เหลือมาจากธุรกิจอื่นๆ ซึ่งเชื่อว่าทำได้เนื่องจากภาพรวมธุรกิจประกันภัยยังเติบโต
โดยปีนี้จะเน้นพัฒนาโปรดักต์ประกันที่ไม่ใช่รถ (นอนมอเตอร์) ร่วมกับพันธมิตร ซึ่งจะชูธงรายได้จากประกันชีวิตและประกันสุขภาพ ซึ่งล่าสุดได้เข้าไปจับมือกับวิริยะประกันภัย และกลุ่มโรงพยาบาลเครือ BDMS รวมถึงประกันอุบัติเหตุและเดินทางเชิงท่องเที่ยว ที่ได้จับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยจะเน้นการขายแบบ Cross Sell จากฐานลูกค้าบริษัทที่มีอยู่ทั้งหมด 1 ล้านราย ซึ่งหลักๆ เป็นลูกค้าประกันภัยรถยนต์ โดยจะขายประกันนอนมอเตอร์มากขึ้น ซึ่งจะให้บริการที่เข้าถึงผู้บริโภคอย่างสะดวกรวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งด้านออฟไลน์และออนไลน์
“ปัจจุบันเทรนด์ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น และค่ารักษาพยาบาลที่ปรับแพงขึ้นทุกปี ประกอบกับการเข้าสู่สังคมสูงวัยที่จะทำให้คนอายุยาวขึ้น การซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพจะเข้ามาตอบโจทย์เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งการซื้อผ่านนายหน้าประกันภัยจะคุ้มค่าในการจ่าย เนื่องจากผู้บริโภคสามารถที่จะเปรียบเทียบได้”
นางนภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TQM กล่าวว่า บริษัทยังมีแผนรุกธุรกิจ Financial Broker ซึ่งเป็นธุรกิจนายหน้าประกันในการให้บริการทางด้านการเงิน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาพันธมิตรธนาคารพาณิชย์ คาดว่าจะเป็นแบบ Excusive Partner เพื่อรองรับบริการด้านการเงินให้กับฐานลูกค้าของบริษัท โดยบริษัทจะเป็นผู้แนะนำผลิตภัณฑ์ เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล และสินเชื่อรถ จากเดิมที่เป็นผู้ขายประกันเพียงอย่างเดียว เพื่อเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมอีกทาง
นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนร่วมทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจอื่นๆ ซึ่งอาจจะลงทุนในธุรกิจใกล้เคียงและกลุ่มสตาร์ทอัพ คาดว่าน่าจะเห็นความชัดเจนภายในครึ่งปีหลังนี้ื ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีแหล่งเงินลงทุนมาจากกระแสเงินสดที่มี 300-400 ล้านบาท และเงินที่ได้จากการระดมทุนประมาณ 1,700 ล้านบาท รวมกันแล้วประมาณ 2,000 ล้านบาท
ปัจจุบันระบบงานหลังบ้าน (Back office) ของเราสามารถรองรับการเติบโตของเบี้ยรับรวมได้ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าภายใน 2 ปี (2562-2563) ยังไม่ต้องมีการเพิ่มทุนแต่อย่างใด แต่หลังจากนั้นอาจจะต้องลงทุนเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเติบโตที่เพิ่มขึ้น
โดยคาดว่าการใช้เทคโนโลยีเพิ่มยอดขาย และลดค่าใช้จ่าย มาใช้ต่อยอดกับสาขาของบริษัทที่มีอยู่ 95 แห่งทั่วประเทศ จะสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างทั่วถึงทุกพื้นที่
อย่างไรก็ดีคาดว่าผลดำเนินงานในปีนี้จะเติบโต 10% ซึ่งสูงกว่าภาพรวมอุตสาหกรรมประกันภัย ที่ปีนี้คาดว่าจะเติบโตประมาณ 6% เบี้ยรับรวมทั้งระบบอยู่ที่ 9 แสนล้านบาท จากปีก่อนที่เติบโต 5% เบี้ยรับรวมอยู่ที่ 8.6 แสนล้านบาท มาจากธุรกิจประกันชีวิตจำนวน 6.3 แสนล้านบาท และประกันวินาศภัยอีกจำนวน 2.3 แสนล้านบาท
นอกจากนี้สำหรับแผนการขยายธุรกิจไปยังกลุ่มประเทศ CLMV นั้น นายอัญลิน กล่าวว่า จะเห็นความชัดเจนได้ภายในปี 2563 หลังจากที่บริษัทสามารถสร้างการเติบโตภายในประเทศ และเข้าร่วมลงทุนกับพันธมิตรซึ่งทำให้บริษัทมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยคาดผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) อยู่ที่ 3% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับเดียวกับดอกเบี้ยเงินฝากประจำ
ทั้งนี้หาพิจารณาศักยภาพในการเข้าไปลงทุนกล่มประเทศ CLMV คาดว่าในเบื้องต้นน่าจะเข้าไปลงทุนใน สปป.ลาว และกัมพูชาได้ก่อน เนื่องจากมีบริษัทประกันที่เป็นพันธมิตรกับบริษัทอยู่แล้ว ในขณะที่พม่ามองว่ายังต้องใช้เงินจดทะเบียนที่ค่อนข้างสูง แม้ประเทศจะเปิดเสรีให้บริษัทต่างชาติเข้าไปลงทุนได้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา