เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

1 ทศวรรษ ยุบพรรคมรดกทักษิณ ปฏิปักษ์ประชาธิปไตย ตามหลอน ทษช.

27 ก.พ. 2562 | 11:16น.

รายงานพิเศษ

 

นักเลือกตั้งในพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ยังอารมณ์ค้าง กับอนาคตที่พรรคอาจไปไม่ถึงวันเลือกตั้ง 24 มี.ค.

แม้ทีมยุทธศาสตร์หาเสียง ที่มี “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” เป็นประธาน วางคิวหาเสียงแน่นเอี้ยดไปถึงวันเลือกตั้ง และยังมีกำหนดปราศรัยใหญ่ที่กรุงเทพฯ ณ ลานคนเมือง 1 มี.ค. ทับรอยพรรคพี่-เพื่อไทย

แต่ชะตากรรมของ ทษช. กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย ใกล้ครบกำหนดวันที่ศาลรัฐธรรมนูญ นัดพิจารณา “กรรม การเมือง” ที่เสนอชื่อ “มิบังควร” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค

กับข้อหาหนักที่อัตราโทษร้ายแรงถึงขั้น “ยุบพรรค” เพราะกระทําการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขัดพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 (2)

แถมยังกวาดเอา 14 กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ต้องยุติบทบาททางการเมืองตลอดชีพ เพราะกฎหมายในมาตราเดียวกันกำหนดให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง กก.บห.พรรคที่ถูกยุบ บวกกับมาตรา 235 วรรค 4 ของรัฐธรรมนูญ ยังระบุซ้ำไปอีกว่า บุคคลที่ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไม่ว่ากรณีใด ๆ ให้ถูกเพิกถอนสิทธิตลอดไป

หากยุบพรรค เท่ากับปิดประตู 14 ชีวิต กก.บห.พรรคหวนคืนการเมืองโดยปริยาย

 8 ประเด็นยืนยันความบริสุทธิ์

ซึ่งทีมกฎหมาย ทษช. ยก 8 ข้อต่อสู้ยุบพรรค ยืนยันความบริสุทธิ์ใจ ข้อ 1.การดำเนินกิจการของพรรค เป็นไปตามประกาศอุดมการณ์ นโยบายในการยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ข้อ 2.ทำตามประสงค์ของผู้ที่ได้รับเสนอชื่อ ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติเป็นข้อห้ามมิให้ ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฐานะนายกรัฐมนตรี

ข้อ 3.พรรคเข้าใจโดยสุจริตว่าการเสนอชื่อ ไม่ใช่เป็นการกระทำที่อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ข้อ 4.เมื่อมีพระราชโองการวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 23.00 น. พรรคจึงได้แถลงโดยทันทีในวันรุ่งขึ้น เพื่อน้อมรับพระราชโองการไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ด้วยความจงรักภักดี

ข้อ 5.การกระทำตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 88 และมาตรา 89 ประกอบมาตรา 87 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 13 และมาตรา 14 ให้ถือว่าการเสนอชื่อบุคคลใดที่มิได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายดังกล่าวให้ถือว่าไม่มีการเสนอชื่อบุคคลนั้น จึงไม่เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ข้อ 6.พรรคเห็นว่า คำว่า “ปฏิปักษ์” ให้ความหมายว่า ฝ่ายตรงกันข้าม ข้าศึก ศัตรู แต่การกระทำของผู้ถูกร้อง ได้กระทำการเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ข้อ 7.กกต.ไม่มีอำนาจหน้าที่นำพระราชโองการมาขยายความกล่าวหาพรรคว่ากระทำผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 เป็นการขยายความของพระราชโองการที่เป็นโทษ เป็นเรื่องที่มิบังควร และไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง

ข้อ 8.มติในการประชุมครั้งที่ 18/2562 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 ของ กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรค ไม่เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก กกต.จงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย และมีพฤติกรรมไม่สุจริต ซึ่งพรรคมีหลักฐานนำเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ และพรรคจะใช้สิทธิตามกฎหมายดำเนินการที่พรรคไม่ได้รับความเป็นธรรมต่อไป

สดศรี โผล่เป็นพยาน

ขณะที่การว่าความในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ มี 2 ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรค ที่อยู่ในทีมกฎหมายเป็นผู้ว่าความ คือ “นรวิชญ์ หล้าแหล่ง” ซึ่งเคยว่าความในคดีจำนำข้าว และเป็นทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” หลายคดี และ “สุรชัย ชินชัย” หนึ่งในทีมกฎหมายต่อสู้ยุบพรรคไทยรักไทย เมื่อปี 2550 โดยมีพยานรวม 19 ปาก 1 ใน 19 ปากที่อยู่ในบัญชี คือ “สดศรี สัตยธรรม” อดีต กกต.

2 ประเด็น ขอความเห็นใจศาล

อย่างไรก็ตาม นอกจาก 8 ประเด็นโต้แย้งคำขอของ กกต.ให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบ ทษช. ยังมีประเด็นที่ฝ่ายกฎหมายให้น้ำหนักในการต่อสู้การยุบพรรค คือ มาตรา 14 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ทั้งนี้ 1.ต้องมีหนังสือยินยอมของบุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อ

2.ผู้ได้รับการเสนอชื่อต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะเป็นรัฐมนตรี ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และไม่เคยทําหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองอื่นในการเลือกตั้งคราวนั้น

การเสนอชื่อบุคคลที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ ที่มิได้เป็นไปตามทั้ง 2 ข้อ ให้ถือว่าไม่มีการเสนอชื่อบุคคลนั้น

รวมถึงการตั้งประเด็น โดยใช้มาตรา 5 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทําการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้น ไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ซึ่งฝ่าย ทษช.ขอความเห็นใจจากศาลว่า ในกรณีดังกล่าว มาตรา 88 ของรัฐธรรมนูญ มีเรื่องการเสนอชื่อ
นายกฯในบัญชีพรรค รองรับไว้อยู่ จึงไม่น่าเข้าข่าย มาตรา 5 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น จึงไม่ควรยุบพรรค

1 ทศวรรษยุบพรรคทักษิณ

ทว่า… ในทศวรรษเศษ เกิดเหตุยุบพรรคสำคัญ ๆ ที่พลิกโฉมการเมืองมาแล้ว 2 ครั้ง และทั้ง 2 ครั้ง เกิดขึ้นกับพรรคที่มี “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นศูนย์กลางอำนาจ

ครั้งแรกยุบพรรคไทยรักไทย ปี 2550 โดยถูกกล่าวหาว่า การกระทำของ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รวมถึง นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รองหัวหน้าพรรคในขณะนั้น และพวก ได้ว่าจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็ก ประกอบด้วย พรรคพัฒนาชาติไทย พรรคแผ่นดินไทย ลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อหนีเกณฑ์ 20% โดยการปลอมแปลงเอกสาร หลักฐานข้อมูลสมาชิกพรรคที่เป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 66 (1) ที่ระบุว่า เป็นการกระทำอันมีลักษณะเป็นการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และ (2) เป็นการกระทำอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา 66 (1) และ (3) ของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง หรือไม่

หลังจากใช้เวลาซักพยานหลักฐาน 4 เดือนเต็ม รวมพยานทั้งฝ่ายอัยการในฐานะผู้ร้อง และพยานฝ่าย 5 พรรคการเมือง ในฐานะผู้ถูกร้อง 119 ปาก ที่สุดแล้ว ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ยุบพรรคไทยรักไทย เมื่อ 30 พ.ค. 2550

ไม่จรรโลงประชาธิปไตย

คำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตอนหนึ่งระบุว่า “พรรคไทยรักไทยมิได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่มุ่งพัฒนาประเทศชาติ เพื่อให้คนในชาติมีความสุขถ้วนหน้า ดังที่ได้รณรงค์หาเสียงไว้ต่อประชาชนอย่างแท้จริง หากแต่มุ่งประสงค์เพียงดำเนินการในทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศจนยากที่จะหาอุดมการณ์อันแท้จริงของพรรคให้เกิดความมั่นใจแก่ประชาชนโดยรวมว่า เมื่อเป็นรัฐบาล มีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินแล้ว จะดำเนินการปกครองโดยสุจริต ไม่ประพฤติมิชอบ หรือบริหารราชการแผ่นดิน โดยแอบแฝงไว้ซึ่งผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง พฤติการณ์ของพรรคไทยรักไทยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า พรรคไทยรักไทยไม่อาจดำรงความเป็นพรรคการเมืองที่จะสร้างสรรค์และจรรโลงความชอบธรรมทางการเมืองแก่ระบอบการปกครองของประเทศโดยรวมได้อีกต่อไป จึงมีเหตุอันสมควรยุบพรรคไทยรักไทย”

ช่วงปลายปี 2551 พรรคพลังประชาชน อันเป็นนอมินีภาค 2 ของพรรคไทยรักไทย กลับต้องเผชิญการยุบพรรคอีกระลอก จากการที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 50 ให้ใบแดง นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี จากการทุจริตเลือกตั้ง เข้าข่ายกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 237 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 94 (1) (2) พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. มาตรา 111 ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

ก่อนที่ต่อมา กกต.จะยื่นให้อัยการสูงสุดส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคพลังประชาชน ซึ่งขณะนั้น “ชัยเกษม นิติสิริ” ทำหน้าที่เป็นอัยการสูงสุด (ปัจจุบันเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดต
นายกฯของเพื่อไทย) ลงนามอนุมัติ เมื่อ 10 ต.ค. 2551

จากนั้นศาลรัฐธรรมนูญนัดกำหนดประเด็นข้อพิพาทในคดี 26 พ.ย. 2551 เพียง 48 ชั่วโมงให้หลัง 28 พ.ย. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานที่ได้ยื่นต่อศาลเพียงพอ คดีสามารถวินิจฉัยได้โดยไม่จำเป็นต้องสืบพยานอีกต่อไป จึงมีคำสั่งงดสืบพยาน และกำหนดให้คู่ความทุกฝ่ายแถลงการณ์ปิดคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 2 ธ.ค. 2551

และในวันที่ 2 ธ.ค. 2551 ก็คือวันที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน พร้อมกับพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย

ข้อกล่าวหายุบพรรคเครือข่ายทักษิณ ทั้งไทยรักไทย-พลังประชาชน มาจนถึง ไทยรักษาชาติ หนีไม่พ้นข้อกล่าวหาที่ใกล้เคียงกัน เป็นปฏิปักษ์การปกครอง และการได้มาซึ่งอำนาจ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)