จับตาเฟด-Brexit ลุ้นหนุนราคาทองคำ มี.ค.
คอลัมน์ สถานีลงทุน
โดย ธนรัชต์ พสวงศ์ ฮั่วเซ่งอฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส
ราคาทองคำในเดือนกุมภาพันธ์ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 10 เดือนที่ 1,346 ดอลลาร์/ออนซ์ และปรับตัวขึ้นกว่า 5% จากปีที่ผ่านมา โดยราคาทองคำได้รับปัจจัยหนุนจากการชะลอปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ประเด็น Brexit ความกังวลถึงการบรรลุข้อตกลงในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่กำหนดเส้นตายภายในวันที่ 1 มีนาคม การปิดหน่วยงานราชการบางส่วน (shutdown) ของสหรัฐ การประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองสหรัฐ แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นต่าง ๆ ยังคงมีความคลี่คลายลงบ้างจากความคืบหน้ามากขึ้นในการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน รวมถึงหน่วยงานราชการบางส่วนของสหรัฐก็กลับมาเปิดทำการอีกครั้ง
ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจของหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในการเมืองสหรัฐ ความไม่แน่นอนในประเด็น Brexit รวมถึงข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ยังยืดเยื้อยาวนาน ประเด็นเหล่านี้ไม่ใช่เป็นปัจจัยใหม่แต่อย่างใด แต่ยังเป็นประเด็นที่มีความคลุมเครือไม่ชัดเจนต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าราคาทองคำยังคงได้รับแรงหนุนต่อไป ราคาทองคำยังคงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงมีทิศทางที่อ่อนค่า โดยปัจจัยหลักมาจากเฟดได้มีการส่งสัญญาณชะลอการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ซึ่งการแถลงของประธานเฟดต่อสภาคองเกรสที่ผ่านมา เฟดจะใช้ความอดทนในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และการตัดสินใจด้านนโยบายอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่เฟดได้รับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเฟดไม่เร่งรีบในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเหมือนที่ผ่านมาแต่อย่างใด ด้านมุมมองของตลาดหรือนักลงทุนคาดเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ 2 ครั้ง หรืออาจจะเพียง 1 ครั้ง ซึ่งในการประชุมของเฟดในเดือนมีนาคมนี้ ตลาดก็ยังคงคาดการณ์ว่าเฟดยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมที่ระดับ 2.25-2.50% ปัจจัยดังกล่าวน่าจะเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญที่ยังเป็นแรงหนุนราคาทองคำต่อไป
ในเดือนมีนาคม ประเด็นที่ต้องติดตามนอกจากการประชุมเฟดแล้ว ยังต้องติดตามข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ประเด็นสหราชอาณาจักรแยกตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (Brexit) แม้ว่าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนจะมีความคืบหน้าไปบ้าง หลังจากที่คณะผู้แทนของสหรัฐและจีนกำลังร่าง MOU จำนวน 6 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเชิงโครงสร้าง ส่งผลให้ประธานาธิบดีสหรัฐต้องเลื่อนเวลาการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนออกไป จากเดิมมีผลบังคับใช้วันที่ 1 มีนาคม แต่ความคืบหน้าดังกล่าวนั้นก็ยังไม่คลี่คลายอย่างสมบูรณ์ ซึ่งก็ขึ้นกับการเจรจาการค้าระดับผู้นำระหว่างทั้งสองประเทศที่อาจจะมีขึ้นในอีก 1-2 สัปดาห์นี้ ประเด็นดังกล่าวนั้นหากได้มีความคืบหน้าที่ชัดเจนมากขึ้นก็จะส่งผลให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้น เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง แต่ในขณะเดียวกันนั้น ตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดหุ้นหลายประเทศก็จะปรับตัวขึ้นเช่นกัน ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างมีกรอบที่จำกัด
ประเด็น Brexit คาดเป็นประเด็นที่เข้มข้นมากขึ้น โดยสหราชอาณาจักรมีกำหนดจะแยกตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (Brexit) อย่างเป็นทางการในวันที่ 29 มีนาคมนี้ แต่ทั้งนี้ ยังคงมีความไม่แน่นอนในการเมืองอังกฤษ รวมถึงการเจรจาระหว่างอังกฤษและสหภาพยุโรป (EU) โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของไอร์แลนด์และไอร์แลนด์เหนือ โดยสมาชิกรัฐสภาเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในนโยบาย backstop ซึ่งเป็นนโยบายเกี่ยวกับระบบศุลกากรระหว่างไอร์แลนด์เหนือกับสาธารณรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิด hard border หรือพรมแดนที่มีการตั้งด่านตรวจคนเข้าเมืองและด่านตรวจศุลกากร แต่ไม่เป็นที่ยอมรับของนักการเมืองอังกฤษที่สนับสนุน Brexit ในขณะที่ทางฝั่งสหภาพยุโรปยังคงยืนยันว่า นโยบายดังกล่าวจะต้องไม่เปลี่ยนแปลง จึงยังส่งผลต่อความไม่แน่นอนทางการเมืองอังกฤษ และยังคงมีความวิตกกังวลอยู่ว่า หากสหราชอาณาจักรแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปโดยไม่มีข้อตกลง จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอังกฤษและสหภาพยุโรปมากกว่ารูปแบบอื่น ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ
คาดการณ์ว่าราคาทองคำในเดือนมีนาคมยังคงปรับตัวขึ้นได้ต่อ ซึ่งมีแนวต้านสำคัญที่ 1,365 และ 1,375 ดอลลาร์/ออนซ์ ตามลำดับ ในขณะที่ทองคำอาจจะเผชิญแรงเทขายออกมาบ้าง ทำให้สามารถเข้าซื้อราคาทองคำในช่วงที่ราคาทองคำย่อตัวลงมาในบริเวณ 1,300 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญ