“เฟด” ยูเทิร์นฉับพลัน “ไม่ขึ้นดอกเบี้ย” ตลอดปี 2019
ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันพุธที่ 20 มีนาคม มีมติเอกฉันท์ไม่ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย โดยยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2.25-2.5% พร้อมทั้งส่งสัญญาณว่าจะไม่มีการขึ้นดอกเบี้ยอีกเลยตลอดปีนี้ อีกทั้งได้ประกาศจะยุติการลดงบดุลในปลายเดือนกันยายน ท่าทีดังกล่าวถือว่าเฟดได้เปลี่ยนไปใช้นโยบายการเงิน“นกพิราบ” (dovish) หรือนโยบายยืดหยุ่น ผ่อนคลายอย่างฉับพลันจนน่าตกตะลึง แม้ตลาดจะคาดหมายอยู่แล้วว่าในครั้งนี้เฟดจะมีท่าที dovish เพราะสภาพเศรษฐกิจโลกไม่สดใสก็ตาม
เฟดให้เหตุผลในการไม่ขึ้นดอกเบี้ยว่าเป็นเพราะปัจจัยบ่งชี้หลายตัวเผยให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตในอัตราลดลง เห็นได้จากไตรมาสแรกปีนี้การใช้จ่ายครัวเรือนและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวน้อยลง ทำให้เฟดลดคาดการณ์จีดีพีปีนี้ลงเหลือ 2.1% จากที่เคยประเมินไว้ในเดือนธันวาคมปีที่แล้วว่าจะเติบโต 2.3% คาดการณ์เงินเฟ้อ 1.8% ลดลง 0.1% โดยสาเหตุหลักที่ทำให้เงินเฟ้อลดลงมาจากราคาพลังงานที่ต่ำลง ส่วนภาวะการว่างงานจะอยู่ที่ 3.7% เพิ่มขึ้น 0.2% จากเดือนธันวาคม
หลังจากเผยแพร่เอกสารผลการประชุมของคณะกรรมการแล้ว ก็เป็นธรรมเนียมที่นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดจะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนอีกครั้ง โดยระบุว่าแม้เฟดจะมองว่าพื้นฐานของเศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในสภาพดีและแนวโน้มในอนาคตเป็นไปในทางบวก แต่ทว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจยุโรปลดลงอย่างมาก รวมทั้งเศรษฐกิจจีนที่ชะลอลง จึงเป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจสหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากปัญหาเบร็กซิตของอังกฤษ ปัญหาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ
“ข้อมูลที่เรามีอยู่ขณะนี้ไม่ได้ส่งสัญญาณให้เราจำเป็นต้องเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แต่ต้องจับตามองทุกอย่างอย่างใกล้ชิด เวลานี้เหมาะมากสำหรับเราที่จะใช้ความอดทน”
การตัดสินใจดังกล่าวของเฟดแตกต่างอย่างมากจากเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ซึ่งในครั้งนั้นเฟดแสดงออกว่ามีแผนจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ หลังจากปรับขึ้นไปแล้ว 4 ครั้งในปีที่แล้วเพื่อหวังจะนำนโยบายการเงินกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จึงได้เริ่มกระบวนการการเงินไปในทางตึงตัวตั้งแต่ปี 2015 ทั้งการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง และลดขนาดงบดุลลงเพื่อดึงสภาพคล่องออกจากตลาด หลังจากใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำมากใกล้ 0% มานาน 7 ปี ขณะที่ขนาดงบดุลของเฟดก็พองตัวมโหฬาร 4.5 ล้านล้านดอลลาร์
หลังจากทราบมติของเฟด ปรากฏว่าผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐ ลดลง 0.08 จุด ไปอยู่ที่ 2.53% ต่ำสุดในรอบ 14 เดือน ส่วนในฟากตลาดหุ้น ดัชนีดาวน์โจนส์ลดลง 141.71 จุด ปิดที่ 25,745.67 จุด โดยราคาหุ้นของกลุ่มธนาคารลดลงมากที่สุด นำโดยโกลด์แมน แซกส์ ที่ราคาลดลงมากสุด 3.4% ส่วนธนาคารขนาดใหญ่อื่น ๆ ลดลงอย่างน้อย 2 เปอร์เซ็นต์
อาร์ต โฮแกน หัวหน้านักกลยุทธ์ของเนชั่นแนลซีเคียวริตี้ส์ ระบุว่า ความคาดหวังของตลาดคือเชื่อว่าเฟดจะลดจำนวนครั้งการขึ้นดอกเบี้ยจาก 2 เหลือ 1 ครั้ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเกินความคาดหวังจริง ๆ เช่นเดียวกับ โจ เมนิมโบ นักวิเคราะห์การตลาดของเวสเทิร์นยูเนี่ยนบิสซิเนสโซลูชั่นส์ ที่เห็นว่าเฟดเปลี่ยนนโยบายครั้งใหญ่จากหน้ามือเป็นหลังมือ การที่เฟดโยนผ้าขาวเลิกขึ้นดอกเบี้ยถือว่าเป็นท่าที dovish มาก ๆ เกินความคาดหวังของตลาดไปมากเอาการ
“ไบรซ์ โดตี้” รองประธานซิต อินเวสต์เมนต์ แอสโซซิเอตส์ ให้ความเห็นว่า การตัดสินใจของเฟดทำให้นักลงทุนเกาศีรษะแกร็กๆ เพราะประธานเฟดพูดแล้วพูดอีกว่าเศรษฐกิจดี แต่การกระทำตรงกันข้าม คือทั้งไม่ขึ้นดอกเบี้ยและยังหยุดลดขนาดงบดุลอีก ดูแล้วพิลึก เพราะถ้าหากทุกอย่างไปได้ดีเหมือนเดิม ทำไมจึงเปลี่ยนแปลงนโยบายมากขนาดนี้
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นเอเชียตอบสนองทางบวก โดยเมื่อเปิดตลาดในตอนเช้า ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ เกาหลีใต้ เป็นต้น ปรับตัวขึ้น
ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลยพิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat ![]()
หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!
