แข่งตัดราคาเบี้ยประกันรถฉุดซ่อมห้างเคลมพุ่ง ส.ประกันชี้ 2 เดือนแรกเริ่มเห็นสัญญาณปรับเบี้ยขึ้นในรถบางยี่ห้อ-บางรุ่น
นายวาสิต ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บมจ.เมืองไทยประกันภัย ในฐานะประธานคณะกรรมการประกันภัยยานยนต์ สมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมช่วง 2 เดือนแรก (ม.ค.-ก.พ.62) ตลาดประกันภัยรถยนต์มีแนวโน้มเติบโตดีต่อเนื่อง หลักๆ มาจากโมเม้นตัมยอดขายรถที่เห็นกำลังซื้อต่อเนื่องจากช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจต้องมาดูกันอีกทีว่ายอดขายรถในงานมอเตอร์โชว์ช่วงปลายเดือน มี.ค.62 นี้ จะมีคนจองรถใหม่มากขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ แต่ประเมินว่าช่วงไตรมาส 1/62 ยอดขายรถใหม่จะเติบโตประมาณ 4-5% ใกล้เคียงจีดีพี
ทั้งนี้การแข่งขันด้านราคาในธุรกิจประกันภัยรถยนต์นั้น เริ่มเห็นการแข่งขันลดเบี้ยประกันน้อยลง ด้วยความที่ข้อมูลสถิติของสมาคมประกันวินาศภัยไทยเมื่อปี 61 ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 มีอัตราความเสียหาย (ลอสเรโช) ขึ้นสูงไปเกือบ 70% เพราะฉะนั้นทุกบริษัทต้องเริ่มกลับมาดูลอสเรโช
“เพราะฉะนั้นเราต้องกลับมาดูต้นทุนจริงๆ (Loss Cost) ซึ่งในมุมของสมาคมเราก็มีการนำเสนอภาพข้อมูลให้กับบริษัทสมาชิกเห็นว่ามีปัจจัยอะไรที่จะต้องไปพิจารณาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลอสเรโชต้นทุนค่าสินไหมที่มีโอกาสเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความคุ้มครองที่ดูแล้วมีโอกาสจะถูกเรียกร้องมากขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นที่เราให้เขาเอาไปพิจารณา” นายวาสิตกล่าว
เพราะฉะนั้นการจะปรับเบี้ยประกันภัยรถมาตรฐานก็จะต้องปรับเป็นไปตามต้นทุน (Loss Cost) เพราะฉะนั้นบางบริษัทประกันมองว่า Loss Cost ยังอยู่ได้ก็ไม่ต้องปรับ แต่บางบริษัทประกันที่เคยตัดราคาลงมาค่อนข้างมากก็จะทยอยปรับเบี้ยเพิ่มขึ้นมาก เพื่อเป็นการปรับตัวให้มาร์จิ้นยังคงอยู่
“ในช่วง 2 เดือนแรกเริ่มมีบางบริษัทประกันปรับเบี้ยประกันรถเพิ่มขึ้นในรถบางยี่ห้อและบางรุ่น โดยเฉพาะการซ่อมห้าง เนื่องจาก Loss Cost ขยับขึ้นไปสูงมาก ขณะนี้ลอสเรโชประกันรถซ่อมห้างพุ่งสูงเกิน 75% ในขณะที่ประกันรถซ่อมอู่อยู่ที่ 60% ปลายๆ นี่คือค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม”
ส่วนผลกระทบจากค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจะทำให้ต้นทุน Loss Cost ขยับขึ้นประมาณ 4% ซึ่งบางบริษัทที่เคยมีมาร์จิ้นอยู่ 5% เมื่อบวกต้นทุน Loss Cost ที่เพิ่มมา 4% ยังเหลือมาร์จิ้นอยู่ 1% ก็ไม่ต้องปรับเพิ่มเบี้ยประกันก็ได้
ส่วนทิศทางบริษัทเมืองไทยประกันภัยปีนี้ นายวาสิตกล่าวว่า เรายังคงยึดนโยบายในการรับประกันภัยอย่างระมัดระวังมากขึ้น เพราะต้นทุนค่าสินไหมที่เพิ่มขึ้นมาค่อนข้างมาก ทำให้เห็นแล้วว่าการรับประกันภัยรถค่อยข้างขาดคุณภาพ เพราะฉะนั้นเรื่องการปรับราคาให้สอดคล้องกับต้นทุนค่าสินไหม ซ่อมห้าง ซ่อมอู่ แยกยี่ห้อรถ แยกรุ่นรถ พยายามดูพฤติกรรมผู้ขับขี่ พวกนี้คือส่วนที่เราลงรายละเอียดในเรื่องการประเมินราคาให้สอดคล้องกับสินไหม
เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงในมุมของการเติบโตเราไม่ได้เน้นการเติบโตเรื่องของการประกันภัยรถยนต์นัก แต่เน้นในการจัดพอร์ตประกันภัยรถยนต์มากกว่า เช่น อาจจะมองภาพของการจัดพอร์ตเซกเม้นท์ซ่อมห้าง ซ่อมอู่ จัดพอร์ตกรุงเทพ ต่างจังหวัด และจัดพอร์ตรถแต่ละกลุ่ม เป็นต้น เพราะฉะนั้นซ่อมห้างพยายามจะดูว่าราคาเบี้ยเฉลี่ยควรจะอยู่ประมาณเท่าไรในภาพรวม และสัดส่วนที่เราควรจะมีในพอร์ตอยู่ประมาณเท่าไร
คาดว่าสัดส่วนประกันรถซ่อมห้างจะอยู่ประมาณต่ำกว่า 20% ในขณะที่ซ่อมออู่ 80% จากเดิมที่ซ่อมห้างอยู่ประมาณ 25% ในขณะที่ซ่อมออู่อยู่ที่ 75% ซึ่งเราพยายามผลักดันประกันรถซ่อมอู่มากขึ้น เนื่องจากมีหลายช่องทาง หลายรุ่น หลายยี่ห้อ ที่ยังพอเข้าไปเล่นได้อยู่ ราคาไม่ต้องปรับมาก
“สิ่งหนึ่งที่ลูกค้าน่าจะพอสัมผัสได้คือ ระยะเวลาในการซ่อม ถ้าเกิดซ่อมห้างเราควบคุมระยะเวลาค่อนข้างยาก เพราะจะมีคิวเยอะ ซึ่งจริงๆ อู่มาตรฐานดีเยอะ มันก็จะเป็นโจทย์หนึ่ง แต่เราไม่ได้หมายถึงว่าเขาไม่สามารถซ่อมห้างได้นะ แค่เป็นทางเลือก”
แต่ที่แน่ๆ คือการซ่อมอู่จะควบคุมต้นทุนได้ดีกว่าการซ่อมห้าง เพราะราคาค่าแรงแพงกว่ากันอย่างน้อย 2 เท่า ซึ่งเป็นมาตรฐานอยู่แล้ว และแนวโน้มส่วนใหญ่ซ่อมห้าง ซ่อมได้ก็เปลี่ยน เนื่องจากศูนย์ก็อยากจะขายอะไหล่ของเขา
อัตราความเสียหาย (ลอสเรโช) ของประกันภัยรถยนต์ของบริษัทเมื่อปี 61 อยู่ที่เกือบๆ 70%
ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้บริษัทเริ่มปรับพอร์ตตั้งแต่ปีที่แล้ว เนื่องจากประกันภัยรถยนต์เป็น Long Tail เพราะฉะนั้นปรับพอร์ตหนึ่งกว่าจะเห็นผลเชิงบวกเชิงลบก็อาจจะสัก 2 ปี เพราะฉะนั้นเรายังทำต่อในเชิงคุณภาพของพอร์ต ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่เราเห็นภาพว่า ในมุมของการบริหารจัดการ เราจึงมุ่งเน้นด้านนี้ ไม่ได้เน้นว่าจะต้องเติบโตเท่าไร เพราะเริ่มเห็นภาพว่าพอไปเน้นการโตมากๆ การคัดงานเข้ามา หรือคุณภาพของงานที่ได้เข้ามาอาจจะไม่ได้สอดคล้องกับต้นทุนที่เราอยากจะรับ ซึ่งคาดว่าน่าจะเห็นผลชัดเจนภายในปี 2562 นี้ เพราะเราเริ่มทำมาตั้งแต่ปีที่แล้ว
เพราะฉะนั้นปีนี้ลอสเรโชของประกันรถของบริษัทควรจะต้องลดลง ซึ่งอยากให้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดที่อยู่ที่ 65% ซึ่งพอจะมีกำไรอยู่ เนื่องจาก Combine Ratio มาจาก Loss ในส่วนของ Admin และมาจาก Cross of Sale คือถ้าบริหาร Admin ด้วย และพยายามบริหารช่องทางการขาย เช่น สมมุติมี Loss อยู่ที่ 75% แต่ไม่จ่ายคอมมิชชั่นเลย ก็ยังมีกำไรอยู่ได้
ขณะนี้บริษัทมีอัตราการต่ออายุประกันรถเฉลี่ยอยู่ที่ 60-65% ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่พอใจ เนื่องจากอาจจะมีลูกค้าบางกลุ่มที่ต้องมีการปรับราคา ซึ่งทำให้ไม่ต่ออายุกับบริษัท
“ถ้าการแข่งขันเริ่มอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้แข่งขันตัดราคาจน Over Supply ก็อาจจะทำให้ไปในทิศทาง Personalize หรือว่าการทำเซกเม้นท์ได้ง่ายขึ้น เพราะตอนนี้จะทำประกันรถแบบ Personalize ไม่ได้เพราะราคามันต่ำมาก”