บล.กสิกรฯ คงเป้าดัชนี 1,750 จุด แนะลงทุนอินฟราฟันด์ท่ามกลางตลาดผันผวน
บล.กสิกรไทยคงเป้าดัชนี SET 1,750 จุด ชูอินฟราฟันด์เด่น JASIF-TFFIF เหมาะลงทุนในภาวะตลาดหุ้นผันผวน นลท.ยังประเมินราคาต่ำ
นายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังคงมุมมองเป็นบวกต่อตลาดหุ้นไทย และยังคงเป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET index) ล่วงหน้า 12 เดือน ที่ 1,750 จุด หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนทั้งหมดที่ 8% โดยระดับ SET Index ในปัจจุบันยังถือว่าไม่แพงมากนัก ด้วยการซื้อขายที่ PER 15.4 เท่าสำหรับปี 2562 ขณะที่ SET Index ตั้งแต่ 1 ม.ค.62 ถึงปัจจุบัน (YTD) ปรับเพิ่มขึ้น 7%
ด้านปัจจัยภายนอกประเทศ คือ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังประเมินว่า “ห่างไกล” จากสภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยพิจารณาจากมุมมองของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ว่ามีโอกาสที่จะเกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอยต่ำ เนื่องจากตัวเลขค่าจ้างยังเติบโตแข็งแรง และมีดัชนี PMI ภาคบริการที่แข็งแรงเช่นกัน ส่วนปัจจัยการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนคาดว่าจะเป็นกันชนต่อความเสี่ยงที่ภาวะเศรษฐกิจจะถดถอย (Downside Risk)
ขณะที่มองภาพรวมตลาดหุ้นไทยว่า ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่ไม่ราบรื่น ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อตลาด หากไม่มีปัจจัยบวกจากต่างประเทศเข้ามาช่วย ซึ่งในกรณีที่แย่ที่สุด (Worst Case) เช่น การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เป็นต้น ประเมินแนวรับดัชนี SET Index ไว้ระหว่าง 1,575-1,580 จุด
ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่แนะนำลงทุนในเดือน พ.ค.62 ได้แก่
1.กลุ่มพาณิชย์ แนะนำลงทุน CPALL ที่ราคาเป้าหมาย 82 บาท BJC ที่ราคาเป้าหมาย 60 บาท และ HMPRO ที่ราคาเป้าหมาย 16.80 บาท ซึ่งกลุ่มพาณิชย์ยังคงเป็นกลุ่มที่บริษัทฯ แนะนำเป็นอันดับต้นๆ เนื่องจากเชื่อว่าผู้ประกอบการในกลุ่มนี้จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการบริโภคภาคเอกชนที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยจากรัฐบาล และมาตรการอื่นๆ ที่คาดว่าจะออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่างจังหวัด
2.กลุ่มสินค้าเกษตร แนะนำลงทุน CPF ที่ราคาเป้าหมาย 33 บาท โดยบริษัทฯ ยังชอบกลุ่มนี้ตรงที่มีกำไรแข็งแกร่ง เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของอัตรากำไรที่ได้รับปัจจัยสนับสนุนมาจากราคาสินค้าที่ดีขึ้น และนำไปสู่การเติบโตของกำไรสุทธิ
3. กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง แนะนำลงทุน STEC ที่ราคาเป้าหมาย 30.10 บาท ซึ่งบริษัทฯ มีมุมมองบวกต่อกลุ่มนี้ เนื่องจากมองว่าจะมีปัจจัยบวกสำคัญที่เข้ามาในช่วงถัดไปจากการเร่งประมูลโครงการภาครัฐ รวมทั้ง รัฐบาลรักษาการณ์ในปัจจุบันมีลักษณะแตกต่างจากรัฐบาลรักษาการณ์ในอดีตที่ผ่านมา เนื่องจากมีอำนาจในการบริหารประเทศปกติเหมือนรัฐบาลทั่วไป ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่หนุนให้การก่อสร้างภาครัฐยังคงเดินหน้าต่อ
4.กลุ่มปิโตรเคมี แนะนำลงทุน SCC ที่ราคาเป้าหมาย 528 บาท แม้บริษัทฯ จะมีมุมมองค่อนข้างลบต่อกลุ่มปิโตรเคมีไทย แต่ยังคงชื่นชอบ SCC ในแง่ของธุรกิจนอกกลุ่มเคมีภัณฑ์ของบริษัท โดยเฉพาะธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่ยังมีกำไรแข็งแกร่งในไตรมาส 1/62 ด้วยการเติบโตของกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย (EBIDA) ที่ 8% โดยคิดเป็นสัดส่วนที่ 14% ต่อกำไรสุทธิของกลุ่มบริษัท (เพิ่มขึ้น 2ppt YoY)
5.กลุ่มธนาคาร แนะนำลงทุน BBL ที่ราคาเป้าหมาย 240 บาท โดยบริษัทฯ ยังชื่อชอบธนาคารขนาดใหญ่ เนื่องจากคาดว่าค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญ (credit cost) จะปรับลดลงต่อเนื่อง และได้รับผลกระทบจากธุรกิจประกันผ่านธนาคารที่อ่อนตัวลดลงต่อเนื่องในระดับที่น้อยกว่าผู้เล่นอื่น
6.กลุ่มกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน แนะนำลงทุน TFFIF ที่ราคาเป้าหมาย 13.31 บาท เหตุผลที่แนะนำ TFFIF เนื่องจาก 1) อายุกองทุนที่เหลืออยู่ถึง 29 ปี 2) กระแสรายได้มั่นคง 3) ความผันผวนต่ำ และ 4) มีโอกาสได้รับการอัดฉีดสินทรัพย์จากรัฐบาลใหม่
7.กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม แนะนำลงทุน AMATA ที่ราคาเป้าหมาย 24.50 บาท โดยบริษัทฯ คงมุมมองบวกต่อกลุ่มนี้ เนื่องจากมีตัวเลขยื่นขอส่งเสริมการลงทุน (FDI) ที่ปรับดีขึ้น
และ 8.กลุ่มการบิน แนะนำลงทุน AOT ที่ราคาเป้าหมาย 78.50 บาท บริษัทฯ แนะนำลงทุน AOT เนื่องจากมองว่าจำนวนนักท่องเที่ยวปี 2562 จะปรับดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/2562 เป็นต้นไป ด้วยแรงหนุนจากฐานนักท่องเที่ยวยุโรปและจีนที่ต่ำในปี 2561 รวมถึงยังคงประมาณการการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปี 2562 ที่ 6.3%
นายพิสุทธิ์ งามวิจิตวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย เปิดเผยถึงการลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ว่าเป็นทางเลือกการลงทุนที่ปลอดภัย เนื่องจากตลาดหุ้นมีความเสี่ยงหรือปัจจัยกดดันที่เข้ามากระทบ เช่น ความไม่แน่นอนทางการเมือง เป็นต้น ซึ่งเหมาะกับนักลงทุนทั่วไปที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ เนื่องจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานมีลักษณะ “ซื้อง่าย ขายคล่อง และให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ”
บล.กสิกรฯ มีมุมมองการลงทุนเป็นบวก โดยชอบกองทุนรวมที่มีสิทธิความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ (freeholds) มากกว่ารูปแบบสิทธิการเช่า (leasehold) โดยหุ้นเด่นจากทั้ง 2 กลุ่มที่แนะนำซื้อ ได้แก่ JASIF และ TFFIF ส่วนหุ้นที่แนะนำขาย ได้แก่ EGATIF
“ปัจจุบันตลาดยังประเมินราคาหุ้นกลุ่มนี้ค่อนข้างต่ำ (undervalue) เนื่องจากเป็นการประเมินจากสินทรัพย์ที่อยู่ในมือ โดยไม่ได้นำสินทรัพย์ที่มีโอกาสจะอัดฉีดเข้ามาในกองทุนมาร่วมประเมินราคา เช่น TFFIF ที่มีโอกาสได้รับการอัดฉีดสินทรัพย์จากโครงการมอเตอร์เวย์สายใหม่ มูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาท โดยเราประเมินตัวเลขคร่าวๆ ว่าในปี 2562 จะแบ่งเข้ามาราว 2 หมื่นล้านบาท” นายพิสุทธิ์กล่าว