เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
SET ทะยาน Top 5 เอเชียส่องเทรนด์ครึ่งปีหลัง ตันแล้วหรือไปต่อ ?
Finance SET ทะยาน Top 5 เอเชียส่องเทรนด์ครึ่งปีหลัง ตันแล้วหรือไปต่อ ?
ระวังกระแสต้าน ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’
สามัญสำนึก ระวังกระแสต้าน ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’
คุยกับ Binance TH สินทรัพย์ดิจิทัลกลางกระแส ‘หุ้นเทคฯ-AI’
Tech คุยกับ Binance TH สินทรัพย์ดิจิทัลกลางกระแส ‘หุ้นเทคฯ-AI’
‘ประกันสุขภาพ’ เริ่มแบกรับต้นทุนไม่ไหวสัญญาณเตือนที่ทุกฝ่ายต้องร่วมแก้
World ‘ประกันสุขภาพ’ เริ่มแบกรับต้นทุนไม่ไหวสัญญาณเตือนที่ทุกฝ่ายต้องร่วมแก้
รัฐบาล เร่งร่างกรอบ กม.สกัดทุจริตสอบข้าราชการ จับตาใช้ยาแรงโยง ขรก.เจอโทษหนัก
Politics รัฐบาล เร่งร่างกรอบ กม.สกัดทุจริตสอบข้าราชการ จับตาใช้ยาแรงโยง ขรก.เจอโทษหนัก
ก.คมนาคม สั่งคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ เพิ่ม สุนัข K9 – ยกระดับการข่าว
Economic ก.คมนาคม สั่งคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ เพิ่ม สุนัข K9 – ยกระดับการข่าว
ขัตติยา อินทรวิชัย เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ 81 ปี KBANK
50th Impact ขัตติยา อินทรวิชัย เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ 81 ปี KBANK
สวนดุสิตโพล ชี้คนชม “ไทยช่วยไทยพลัส” ขณะที่ ”ปัญหายาเสพติด” กระทบเชื่อมั่น รบ.
Politics สวนดุสิตโพล ชี้คนชม “ไทยช่วยไทยพลัส” ขณะที่ ”ปัญหายาเสพติด” กระทบเชื่อมั่น รบ.
สิริพงศ์ คาดชงแผนเปลี่ยนผ่าน “รถสาธารณะ เป็น EV” เข้าบอร์ดกลั่นกรองฯ กลาง ก.ค.นี้
Economic สิริพงศ์ คาดชงแผนเปลี่ยนผ่าน “รถสาธารณะ เป็น EV” เข้าบอร์ดกลั่นกรองฯ กลาง ก.ค.นี้
เจาะลึกเทรนด์ “Pet Hotel” 3 หมื่นล้าน Pawtry ปั้นมาตรฐานใหม่ หนุนธุรกิจฝ่ากับดักเจ๊ง
Business เจาะลึกเทรนด์ “Pet Hotel” 3 หมื่นล้าน Pawtry ปั้นมาตรฐานใหม่ หนุนธุรกิจฝ่ากับดักเจ๊ง
ดูทั้งหมด

จับสัญญาณดอกเบี้ย “ขาลง” “บาทแข็ง” ทุบซ้ำส่งออกติดลบ

24 มิ.ย. 2562 | 08:50น.

เอฟเฟ็กต์ “เฟด” ส่งสัญญาณดอกเบี้ย “ขาลง” ฉุดค่าบาทแข็งเร็ว-แรงทุบสถิติในรอบ 6 ปี พาณิชย์เผยปม “บาทแข็ง” ผสมโรง “เทรดวอร์” ทุบส่งออกเดือน พ.ค. ติดลบ 5.8% หวั่นครึ่งปีหลังทรุดหนัก ทุกสำนักฟันธงประชุม กนง.รอบ 26 มิ.ย. “คงดอกเบี้ย” ลุ้นสัญญาณลดดอกเบี้ยช่วงครึ่งปีหลัง “ซีไอเอ็มบีไทย” เตือน “เงินร้อน” ทะลักเข้าไทย หนุนแบงก์ชาติดูแลบาทแข็ง พร้อมรับมือสงครามค่าเงิน

หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติ 9 ต่อ 1 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 2.25-2.50% ในการประชุมรอบล่าสุด พร้อมส่งสัญญาณชัดที่จะ “ลดดอกเบี้ย” ในช่วงครึ่งหลังราว 0.50% ส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง และเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นทันที โดยวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็ว จากเปิดตลาดที่ 31.17 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ไปปิดตลาดที่ 30.92 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และเปิดตลาดช่วงเช้า 21 มิ.ย.อยู่ที่ 30.86 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

เตือน “เงินร้อน” ทะลักเข้าไทย

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค สาเหตุสำคัญมาจากนักลงทุนมีความมั่นใจต่อเสถียรภาพค่าเงินบาท จากบัญชีเดินสะพัดยังเกินดุลสูงต่อเนื่อง ทำให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยหลายประเทศเปลี่ยนทิศเป็น “ขาลง” ขณะที่ไทยยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และไม่คิดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่มีความไว้วางใจนำเงินมาพัก

“เรามีลักษณะที่คล้ายญี่ปุ่น จากการที่เศรษฐกิจนิ่งและมีเงินบัญชีเดินสะพัดสูง ทำให้เงินร้อนไหลเข้าไทย และความเสี่ยงเกิดขึ้น ตรงนี้ ธปท.จะต้องเข้ามาดูว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นส่งผลกระทบกับความสามารถในการแข่งขันหรือไม่” นายอมรเทพกล่าวและว่า

ขณะเดียวกันก็ต้องจับตาว่า ธปท.จะรับมือกับสงครามการค้าที่เกิดขึ้น และลุกลามไปเป็นสงครามค่าเงินอย่างไร หากธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ ปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อทำให้ค่าเงินของตนเองอ่อนค่า รวมถึงปัญหาที่เงินบาทที่แข็งค่าจนกระทบภาคส่งออก ซึ่งหากทั้งสองปัจจัยนี้รุนแรงขึ้น เชื่อว่า ธปท.จะไม่ปิดประตูดอกเบี้ยขาลง

ส่งสัญญาณดอกเบี้ย “ขาลง”

นายอมรเทพกล่าวอีกว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 26 มิ.ย.นี้ เชื่อว่า กนง.จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% เนื่องจากยังคงให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของระบบการเงินไทย ทั้งประเด็นการเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง (เสิร์ชฟอร์ยีลด์) จากที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ระดับต่ำมานาน รวมถึงภาวะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวเพิ่มขึ้น และการปล่อยสินเชื่อบ้านและสินเชื่อรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นมาก จนมีผลต่อหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

“สิ่งที่จะแตกต่างจากเดิม คือดอกเบี้ยทั่วโลกที่กลับทิศเป็นขาลงนั้น คาดว่า ธปท.จะสื่อสารในการประชุมครั้งนี้ว่า ยังมีเครื่องมือที่จะดูแลระบบเศรษฐกิจภายใต้สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนอยู่” นายอมรเทพกล่าว

และ กนง.รอบนี้คงจะมีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยลงด้วย เนื่องจากภาคส่งออกที่ชะลอตัวมากขึ้นจากสงครามการค้าและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้กระทบต่อกำลังซื้อและการลงทุนในประเทศ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว ซึ่งมาจากฐานที่สูงในช่วงก่อนหน้านี้

บาทแข็งค่าสุดรอบ 6 ปี

นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักวิเคราะห์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าที่สุดในรอบ 6 ปี โดยแข็งค่าเร็วตามภูมิภาคเอเชียและกลุ่มตลาดเกิดใหม่ เป็นผลมาจากตลาดมั่นใจมากว่า เฟดจะลดดอกเบี้ยในรอบการประชุมรอบหน้า (ก.ค.) รวมถึงกรณีประธานาธิบดีโดนัลล์ ทรัมป์ของสหรัฐ จะเจรจากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนในเวทีการประชุมผู้นำจี 20 ในช่วงปลายเดือน มิ.ย.นี้

แนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลัง หากเฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยคาดว่าจะส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าต่อเนื่อง ส่วนเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดเงินตลาดทุนในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงไทย โดยคาดว่าช่วงครึ่งปีหลังจะมีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้น 5 หมื่นล้านบาท และตลาดพันธบัตร (บอนด์) 1 แสนล้านบาท และประเมินว่าปลายปีนี้เงินบาทน่าจะอยู่ที่ประมาณ 30.50-31.80 บาทต่อดอลลาร์

นอกจากนี้นายจิติพลกล่าวว่า เชื่อว่าการประชุม กนง. ในวันที่ 26 มิ.ย.นี้จะมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย พร้อมปรับลดประมาณการเติบโตจีดีพีลงเหลือราว 3% ต้น ๆ จากเดิมคาดไว้ 3.8% เนื่องจากมีความเป็นห่วงเสถียรภาพของระบบการเงิน รวมถึงมีปัจจัยเสี่ยงอย่างสงครามการค้า การส่งออกที่ชะลอลง และสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่า

“แต่หากปีนี้เฟดมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% และเงินบาทแข็งค่าไปอยู่ที่ระดับ 30.50 ต่อดอลลาร์ ธปท.คงจะต้องมีมาตรการอะไรออกมา ซึ่ง ธปท.ยังมีไพ่ในมือคือดอกเบี้ย โดยหากไม่มีมาตรการอื่น กนง.ก็อาจต้องปรับลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% รวมทั้ง ธปท.อาจจะผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ อาทิ มาตรการควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ที่อาจจะปรับใหม่ หรือสินเชื่อรถยนต์ก็อาจจะไม่รีบออกมาตรการมาคุมเข้ม” นายจิติพลกล่าว

โอกาสขึ้นไม่มี-ยังไม่ถึงเวลาลด

ด้านนายนริศ สถาผลเดชา ผู้บริหาร TMB Analytics ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ธปท.คงไม่ลดดอกเบี้ยไปจนถึงสิ้นปี เพราะปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับที่ค่อนข้างเหมาะสม คือ 1.75% ไม่ได้สูงเกินไป แม้ดอกเบี้ยโลกทิศทางจะอยู่ในขาลงก็ตาม ยกเว้นมีสถานการณ์ที่กระทบเศรษฐกิจหนัก ๆ ถึงกับภาวะ “ช็อก” เช่น ส่งออกติดลบ 3-5% จากที่คาดว่าจะขยายตัว 0.5% การบริโภคภาคเอกชนหดตัวมาก ๆ เป็นต้น แบบนั้นถึงจะมีโอกาสลดดอกเบี้ยได้

“ถามว่า โอกาสขึ้นมีไหม ไม่มีแล้ว ส่วนโอกาสลง มี แต่ถ้าให้ฟันธงจากมุมของแบงก์คิดว่าแบงก์ไม่ได้เตรียมตัวว่าดอกเบี้ยจะลง มองในทางกลับกัน ดอกเบี้ยเงินฝากแข่งกันมากขึ้น ซึ่งถ้าเศรษฐกิจแย่ต่อเนื่องจากโต 3% กว่าไปเหลือ 2% ปีหน้า ก็อาจจะเห็นดอกเบี้ยลง แต่ถ้ายังทรง ๆ ธปท.ก็ไม่น่าจะลด เพราะ กนง.เพิ่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเมื่อปลายปี 2561” นายนริศกล่าว

ธปท.เกาะติดเงินร้อน “เก็งกำไร”

นางสาววชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท.กล่าวว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นเร็วและแข็งกว่าสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค จากปัจจัยทั้งภายนอกและภายในประเทศ โดยปัจจัยภายนอกมีบทบาทสำคัญที่ทำให้เงินบาทและเงินสกุลกลุ่มประเทศเกิดใหม่ผันผวนสูง ซึ่ง ธปท.ได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

“หากค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องและเร็วขึ้นเทียบกับสกุลคู่ค้าคู่แข่ง อาจเป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานของไทย และอาจส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงและการปรับตัวของผู้ประกอบการ ธปท.จะเพิ่มความเข้มงวดในการติดตามธุรกรรมที่มีวัตถุประสงค์ในการใช้ไทยเป็นแหล่งพักเงินระยะสั้นเพื่อเก็งกำไรค่าเงินบาท ซึ่งเป็นสิ่งที่ ธปท.ไม่พึงประสงค์” นางสาววชิรากล่าว

ทุบส่งออก พ.ค.ติดลบ 5.8%

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ส่งออก เดือน พ.ค. 2562 มีมูลค่า 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 5.8% จากเดือน เม.ย.ที่ติดลบ 2.5% ส่วนการนำเข้าเดือน พ.ค.มีมูลค่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 0.6% โดยไทยเกินดุลการค้า 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่การส่งออกช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.) ลดลง 2.7% มีมูลค่า 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้ามูลค่า 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1% โดยไทยยังได้ดุลการค้า 731 ล้านเหรียญสหรัฐ

“สาเหตุที่ส่งออกลดลงต่อเนื่องจากผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวกระทบกำลังซื้อทั่วโลกอย่างชัดเจน และผลกระทบจากสงครามการค้าทำให้การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมลดลง 5.8% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 รวมถึงปัญหาเงินบาทแข็งค่า ทำให้คู่ค้าชะลอคำสั่งซื้อสินค้าเกษตรจากไทย ส่งผลให้การส่งออกกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรติดลบ 1.4%”

ส่วนใหญ่เป็นการลดลงฝั่งไทยส่งออกไปจีน เช่น แผงวงจรไฟฟ้า และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตามถือว่าไทยได้รับผลกระทบน้อยกว่าหลายประเทศในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ ส่งออกติดลบ 17% เนื่องจากไทยสามารถกระจายการส่งออกไปยังตลาดอื่นได้ดี และยังมีสินค้าอีกหลายกลุ่มที่ส่งออกได้เพิ่ม เช่น อาหาร ผลไม้ เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง นาฬิกา อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการคือควรประกาศเริ่มเจรจาเปิดเขตการค้าเสรีให้เร็วที่สุด เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการค้าโลก

ปรับคาดการณ์ส่งออกปีนี้โต 0%

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ค่าเงินบาทมีผลกระทบต่อการส่งออกในเดือน พ.ค.นี้ค่อนข้างมาก เพราะเป็นการแข็งค่ามากที่สุด แต่ถือเป็นปัจจัยระยะสั้น เมื่อมีรัฐบาลใหม่มาเชื่อว่าจะเข้ามาดูแลเรื่องนี้ สำหรับมาตรการผลักดันการส่งออกครึ่งหลังปี 2562 จะเน้นกระจายความเสี่ยงการส่งออกโดยปูพรมให้สินค้าไทยเข้าไปในทุก ๆ ตลาด ควบคู่กับส่งเสริมการลงทุนและการบริการ เช่น กลยุทธ์รายพื้นที่ขยายโอกาสการส่งออกในกลุ่มตลาดที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ อินเดีย และ CLMV และเปิดตลาดใหม่ที่เริ่มเห็นสัญญาณการขยายตัวต่อเนื่อง เช่น รัสเซียและแคนาดา

นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับสินค้าที่ขยายตัวสูงและมีศักยภาพใน การส่งออกทดแทนอย่างสินค้าเกษตร ประมง และอาหาร (สดและแปรรูป) ไก่ รวมถึงการผลักดันสินค้าดาวรุ่งใหม่ ๆ เพื่อชดเชยการชะลอตัวของสินค้าหลักกลุ่มเดิม อาทิ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ นาฬิกาและส่วนประกอบ เครื่องดื่ม เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เป็นต้น

ขณะที่นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าหลุด 31 บาทต่อดอลลาร์ไม่เป็นผลดีต่อการค้าของไทย และเกรงว่าจะส่งผลกระทบกับภาคการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังหนักขึ้น หลังจากช่วง 5 เดือนแรกส่งออกของไทยติดลบ 2.7%

ขณะที่ทิศทางการส่งออกสินค้าไทยในช่วง 7 เดือนที่เหลือ (มิ.ย.-ธ.ค.) ยังเผชิญความท้าทายจากประเด็นเรื่องการกีดกันทางการค้า ศูนย์วิจัยกสิกรฯจึงทบทวนการส่งออกปี 2562 โดยปรับประมาณการเติบโตลงจาก 3.2% ลงเหลือ 0%