ดอลลาร์แข็งค่า หลังนักลงทุนคลายความกังวลสงครามการค้า
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า หลังจากนักลงทุนเริ่มคลายความกังวลต่อสถานการณ์สงครามการค้า
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศระหว่างวันที่ 23-27 กันยายน 2562 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (23/9) ที่ระดับ 30.47/49 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (20/9) ที่ระดับ 30.47/49 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) และทางการจีน ได้ออกแถลงการเพื่อสรุปผลการเจรจาการค้าระดับรัฐมนตรีช่วยของสหรัฐและจีน ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ที่ผ่านมา (19/9-20/9) โดยระบุว่า การเจรจาทั้งสองวันเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ พร้อมกับยืนยันว่าการประชุมเพื่อเจรจาการค้าระดับรัฐมนตรีจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคมที่กรุงวอชิงตัน ตามกำหนดการเดิม อย่างไรก็ดีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ถูกกดดันในวันอังคาร (24/9) หลังจากประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ประกาศเริ่มกระบวนการไต่สวนอย่างเป็นทางการ เพื่อถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากตำแหน่ง หลังจากมีรายงานว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับนายโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เพื่อกดดันให้มีการสอบสวนนายฮันเตอร์ ไบเดน ซึ่งประกอบธุรกิจพลังงานอยู่ในยูเครน โดยนายฮันเตอร์เป็นบุตรของนายโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งเป็นคู่แข่งคนสำคัญของประธานาธิบดีทรัมป์ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยหน้า
โดยการกระทำดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการเปิดทางให้รัฐบาลต่างชาติเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งในสหรัฐ รวมทั้การกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธบดีทรัมป์ในการประชุมสหประชาชาติซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์จีน และย้ำว่าการเจรจาการค้าอาจต้องใช้เวลานานกว่าที่จะสัมฤทธิ์ผล หากข้อตกลงนั้นทำให้สหรัฐเสียผลประโยชน์ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งกลับในวันทำการถัดมาเมื่อนักลงทุนเริ่มคลายความกังวลต่อประเด็นดังกล่าว เนื่องจากมีโอกาสค่อนข้างน้อยที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะถูกถอดถอนจากการที่พรรครีพับลิกันยังคงมีเสียงข้างมากในสภาสูง รวมทั้งนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนออกมาให้สัมภาษณ์ในวันพฤหัสบดี (26/9) ว่าทางการจีนพร้อมที่จะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐมากขึ้นเมื่อพิจารณาจากท่าทีของสหรัฐ ที่เตรียมการจะยกเว้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนบางรายการ
สำหรับปัจจัยภายในประเทศไทย ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าในวันพุธ (25/9) หลังจากคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.50 ต่อปี โดยยืนยันที่จะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป เพื่อสนับสนุนการขยายตัของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อทั่วไปให้กลับสู่ระดับเป้าหมาย ซึ่งเป็นไปตามที่นักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์แม้จะมีบางส่วนที่คาดว่า ธปท.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกร้อยละ 0.25
ทั้งนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของไทยในปี 2562 ลงเหลือร้อยละ 2.8 จากเดิมที่ร้อยละ 3.3 พร้อมทั้งปรับลดคาดการณ์การส่งออกลงเป็นร้อยละ -0.1 จากเดิมที่ร้อยละ 0.0 และคาดการณ์เงินเฟ้อเหลือร้อยละ 0.8 จากร้อยละ 1.0 โดยเป็นผลาจากภาคการส่งออกและท่องเที่ยวที่หดตัวมากเกินกว่าที่ประเมินไว้ รวมทั้งการชะลอตัวทางภาวะเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ดี ธปท.คาดว่าอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในปี 2563 ตามแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจ ค่าเงินบาทมีการเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 30.45-30.65 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดวันศุกร์ (27/9) ที่ระดับ 30.63/64 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (23/9) ที่ระดับ 1.1020/24 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (20/9) ที่ระดับ 1.1046/49 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร จากการเปิดเผยตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) แบบคอมโพสิตขั้นต้นของบริษัทไอเอชเอส มาร์กิต ลดลงสู่ระดับ 50.4 ในเดือนกันยายน จาก 51.9 ในเดือนสิงหาคม และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 51.9
โดยภาคธุรกิจในยูโรโซนยังชะลอตัวในเดือนกันยายน หลังจากที่นายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ประกาศมาตรการแบบไม่มีกำหนดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของยูโรโซน โดยข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าผิดหวังในภูมิภาคยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันค่าเงินยูโร รวมทั้งการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงท้ายสัปดาห์จากการที่นักลงทุนคลายความกังวลในประเด็นที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐเตรียมการไต่สวนเพื่อถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากกรณีการเปิดทางให้รัฐบาลต่างชาติเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งของสหรัฐ ประกอบกับนักลงทุนเริ่มมีมุมมองเชิงบวกต่อภาวะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนอีกครั้ง ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0905-1.1015 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (27/9) ที่ระดับ 1.0926/27 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
ค่าเงินเยนเปิตลาดวันจันทร์ที่ (23/9) ที่ระดับ 107.72/75 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (20/9) ที่ระดับ 107.91/93 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยเนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลต่อสถานการณ์สงครามการค้า และประเด็นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐในช่วงต้นสัปดาห์ อย่างไรก็ดีค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่ากลับจากการทำกำไรของนักลงทุนเมื่อความกังวลดักล่าวเริ่มคลี่คลายลง นอกจากนี้สหรัฐกับญี่ปุ่นยังอยู่ในระหว่างการเจรจาข้อตกลงทางการค้า ซึ่งทางการสหรัฐมีความประสงค์ให้ญี่ปุ่นปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรเพื่อลดการขาดดุลทางการค้ากับญี่ปุ่น แม้ว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าญี่ปุ่นจะเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบ เนื่องจากทางการสหรัฐมีแนวโน้มว่าจะยังคงไม่ปรับลดภาษีรถยนต์และชิ้นส่วนที่นำเข้าจากญี่ปุ่น ทั้งนี้ในสัปดาห์นี้ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวระหว่าง 107.00-107.95 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดในวันศุกร์ (27/9) ที่ระับ 107.86/88 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ