ส่อง 10 ตลาดใหญ่ ความหวังส่งออกเอสเอ็มอี (จบ)
คอลัมน์ Smart SMEs โดย วีระศักดิ์ สุตัณฑวิบูลย์ ธนาคารกรุงเทพ
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลต่อจากตอนที่แล้ว คือ อีก 5 ประเทศตลาดส่งออกใหญ่ที่มีศักยภาพ แม้ว่าสถานการณ์ของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนจะสงบลง หลังมีการเจรจาบรรลุข้อตกลงการค้าได้ในระดับหนึ่ง แต่การแสวงหาตลาดใหม่ก็เป็นอีกทางเลือกที่จะเกื้อหนุนธุรกิจให้ดำเนินกิจการต่อไปได้ สำหรับประเทศที่ 6 ได้แก่ บังกลาเทศ เป็นอีกประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียใต้ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง และอยู่ระหว่างการเร่งพัฒนาประเทศ บังกลาเทศมีจำนวนประชากรประมาณ 163.18 ล้านคน มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 6% ต่อปี
โดยรัฐบาลไทยได้วางยุทธศาสตร์การค้าให้บังกลาเทศ เป็นประตูการค้าสู่อินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ เนปาล และภูฏาน นอกจากนี้ บังกลาเทศยังมีจุดเด่นด้านทรัพยากรน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และทรัพยากรทางทะเล รวมทั้งเป็นตลาดรองรับสินค้าต่าง ๆ ของไทย เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค วัสดุก่อสร้างและการบริการ ดังนั้น สินค้าที่ไทยมีศักยภาพและมีแนวโน้มดีในตลาดนี้ ได้แก่ รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงอาหารฮาลาล อาหารแปรรูป และวัสดุก่อสร้างสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เป็นกลุ่มตลาดค่อนข้างใหญ่รวมกว่า 14 ประเทศไว้ด้วยกัน และมีกำลังซื้อสูง เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจน้ำมัน แม้ว่าที่ผ่านมาราคาน้ำมันทั่วโลกจะตกต่ำ แต่สภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ถดถอย หากแบ่งตามขนาดเศรษฐกิจแล้ว ประเทศซาอุดีอาระเบีย มีขนาดใหญ่ที่สุด รองลงมาคือ อิหร่าน และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่วนประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรมากสุด คือ กาตาร์ และอันดับที่ 2 คือ คูเวต ทำให้กลุ่มประเทศตะวันออกกลางเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของไทย สำหรับสินค้าประเภทอาหารที่มีความต้องการบริโภคมากขึ้น ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาล ธัญพืช นมและผลิตภัณฑ์นม เนื้อสัตว์แช่แข็ง (เนื้อไก่ แพะ วัว) สินค้าประมง (ปลา กุ้ง ทูน่า) ผัก ผลไม้สดและแปรรูป ขนมขบเคี้ยว ถั่ว เป็นต้น
แอฟริกาใต้ ปัจจุบันแอฟริกาใต้ถูกขับเคลื่อนโดยประชากรวัยหนุ่มสาว ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ และกลุ่มผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นสังคมเมือง (urbanization) มากขึ้น แนวโน้มทางสังคมที่กำลังเปลี่ยนไปนี้น่าจะเป็นโอกาสทางการค้าสำหรับผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาสินค้าที่จะเจาะกลุ่มชนชั้นกลาง และให้แอฟริกาใต้เป็นจุดเชื่อมโยงในการขยายตลาดไปสู่ประเทศ แอลจีเรีย และ ไนจีเรีย โดยเฉพาะการส่งออกผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องสำอาง เช่น ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและสบู่ รวมถึงสินค้าประเภทวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเครื่องสำอาง ปัจจุบันแอฟริกาใต้มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคแอฟริกา รองจากไนจีเรีย และเป็นตลาดส่งออกข้าวที่ใหญ่ที่สุดของไทย โดยในปีนี้ประเทศไทยมีนโยบายขยายตลาดการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ มากขึ้น อาทิ ชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ รวมทั้งอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ เครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น เครื่องใช้ไฟฟ้า ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล วัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์ยาง รวมทั้งอุตสาหกรรมอาหาร อาทิ ข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าว อาหารกระป๋อง เครื่องดื่ม อาหารแปรรูป ซอสปรุงรส อาหารกึ่งสำเร็จรูป และขนม
ประเทศอังกฤษ ภายหลังถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2563 ที่ผ่านมา ผู้คนทั่วโลกต่างจับตามองอนาคตของอังกฤษหลังจากนี้ แต่ภาพโดยรวมแล้ว อังกฤษถือว่ามีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก และเป็นคู่ค้าอันดับที่ 20 ของไทย เป็นอันดับที่ 2 ในยุโรป รองจากเยอรมนี โดยรัฐบาลไทยได้สานสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเปิดเวทีเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-อังกฤษ รวมถึงจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าไทยผ่านออนไลน์ซูเปอร์มาร์เก็ตชื่อดัง ชื่อ “Ocado” ให้เป็นช่องทางใหม่สำหรับการขายสินค้าอุปโภคบริโภคของไทย ส่วนสินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังอังกฤษที่ผ่านมา ได้แก่ รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ไก่แปรรูป รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ และแผงวงจรไฟฟ้า
สหภาพยุโรป หรืออียู เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพและอำนาจซื้อสูง ซึ่งประกอบด้วยรัฐสมาชิก 27 ประเทศ มีประชากรโดยรวมกว่า 512 ล้านคน และเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 4 ของไทย โดยผลการศึกษาของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (ไอเอฟดี) ได้ทำการวิจัยเรื่อง “ผลกระทบจากการจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป” (FTA ไทย-อียู) ผลการศึกษาพบว่า หากมีการฟื้นฟูการเจรจาการค้าระหว่างกันเกิดขึ้น และมีการลดภาษีนำเข้าสินค้าทุกรายการ จะส่งผลให้จีดีพีไทยขยายตัว 1.63% การส่งออกเพิ่มขึ้น 3.43% การนำเข้าเพิ่มขึ้น 3.42% และการลงทุนเพิ่มขึ้น 2.74% ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อการส่งสินค้าในกลุ่ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์อาหารอื่น ๆ เคมีภัณฑ์ ยางและพลาสติก เป็นต้น
ผมหวังว่า ข้อมูลภาพรวมของทั้ง 10 ประเทศที่ได้นำเสนอไปนั้น จะช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนำไปพิจารณา วิเคราะห์ เพื่อปรับใช้ในการวางแผนการตลาดเพื่อส่งออกได้ไม่มากก็น้อยนะครับ