เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
มูดี้ส์ไม่หั่นเครดิตฝรั่งเศส โยนโจทย์ปราบเซียนคลัง สภาแขวนชี้ชะตาประเทศ
News มูดี้ส์ไม่หั่นเครดิตฝรั่งเศส โยนโจทย์ปราบเซียนคลัง สภาแขวนชี้ชะตาประเทศ
น้ำท่วมลำพูน “ประกันภัยพิบัติ” จ่ายทันที 10,000 บาท 235 ครัวเรือน
Finance น้ำท่วมลำพูน “ประกันภัยพิบัติ” จ่ายทันที 10,000 บาท 235 ครัวเรือน
‘มาครง’ ชี้เหตุกราดยิงชานกรุงปารีส เข้าข่ายก่อการร้าย-เหยียดเชื้อชาติ
World ‘มาครง’ ชี้เหตุกราดยิงชานกรุงปารีส เข้าข่ายก่อการร้าย-เหยียดเชื้อชาติ
CPF ดัน AI เพิ่มมูลค่าพลิกโฉมอุตฯอาหาร
Economic CPF ดัน AI เพิ่มมูลค่าพลิกโฉมอุตฯอาหาร
ผ่างบฯ แบงก์ Q3 9 เดือนกำไร 1.98 แสนล้าน
Finance ผ่างบฯ แบงก์ Q3 9 เดือนกำไร 1.98 แสนล้าน
‘ตั๋วร่วมรถไฟฟ้า’ รอปี’71 รัฐอัด 5.8 พันล้านลุยค่าโดยสาร 17-45 บาท
Real Estate ‘ตั๋วร่วมรถไฟฟ้า’ รอปี’71 รัฐอัด 5.8 พันล้านลุยค่าโดยสาร 17-45 บาท
นักท่องเที่ยวลองฮอลโตแกร่ง ททท.ชี้บุ๊กกิ้งล่วงหน้าพุ่งยาวยันไตรมาสแรก/70
Business นักท่องเที่ยวลองฮอลโตแกร่ง ททท.ชี้บุ๊กกิ้งล่วงหน้าพุ่งยาวยันไตรมาสแรก/70
เปิดตัวหลานเจ้าสัว ทายาทรุ่น 3 ‘เทมส์-โรจนะ สิริวัฒนภักดี’ เยาวชนคนดังในงานประชุม IMF
Biz Movement เปิดตัวหลานเจ้าสัว ทายาทรุ่น 3 ‘เทมส์-โรจนะ สิริวัฒนภักดี’ เยาวชนคนดังในงานประชุม IMF
ศึก ‘อุเทนฯ-ปทุมวัน’แค่ใช้กฎหมายก็จบ
สามัญสำนึก ศึก ‘อุเทนฯ-ปทุมวัน’แค่ใช้กฎหมายก็จบ
‘เอกนิติ’ ทบทวนแผนการคลัง ขาดดุลลดเร็ว-รายได้เข้าเป้า
Finance ‘เอกนิติ’ ทบทวนแผนการคลัง ขาดดุลลดเร็ว-รายได้เข้าเป้า
ดูทั้งหมด

แจ้งข้อหาหมิ่นประมาท โฆษกกรมศุล “วิชัย” ไม่ยอมข้อมูลหน้ากากคลาดเคลื่อน

12 มี.ค. 2563 | 11:38น.

อธิบดีกรมการค้าภายในเข้าแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทกับโฆษกกรมศุลกากรหลังจากให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนและมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ พร้อมชี้แจงขั้นตอนการขอส่งออก พบมีเพียง 12.7 ล้านชิ้นเท่านั้น

วันที่ 12 มีนาคม 2563 เวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้เดินทางไปยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. ณ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เพื่อแจ้งความดำเนินคดี ในข้อหาการหมิ่นประมาทโดยการประชาสัมพันธ์ เพราะเอาข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงมาออกสื่อ ทำให้กรมการค้าภายใน ได้รับความเสียหาย กับนายชัยยุทธ คำคูณ  ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร ที่รายงานการส่งออกหน้ากากอนามัยในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2563 ว่ามีการส่งออกหน้ากากอนามัยทั้งสิ้นกว่า 330 ตัน คิดเป็นมูลค่า 160 ล้านบาท โดยเป็นการให้ส่งออกหน้ากากอนามัย ตามใบอนุญาตของกรมการค้าภายใน

โดยย้ำว่า ข้อมูลดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อน เพราะหลังจากมีการประกาศให้หน้ากากอนามัยเป็นสินค้าควบคุม และก็ไม่ได้อนุญาตให้มีการส่งออกแล้ว ยกเว้นกรณีที่หน้ากากอนามัยที่ไม่ใช้ในไทยและหน้ากากที่มีลิขสิทธิ์ หรือมีเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งมียื่นขออนุญาตส่งออกรวม 53 ล้านชิ้น แต่คณะกรรมการฯ พิจารณาให้ส่งออกได้เพียง 12.7 ล้านชิ้น  ซึ่งจำนวนการส่งออกจะสำแดงเป็นชิ้น ไม่ใช่คิดเป็นปริมาณตัน

“ซึ่งหากผู้ให้ข่าว ไม่มั่นใจในข้อมูล ก็ควรสอบถามมายังกรมการค้าภายในก่อน เพื่อไม่ให้เกิดประเด็นคลาดเคลื่อน เพราะขณะนี้หากมีเรื่องของหน้ากากอยามัย จะเป็นประเด็นขึ้นทันที พร้อมยืนยันว่า ดำเนินการครั้งนี้เพื่อรักษาเกียรติของกรมการค้าภายใน และดำเนินคดีภายใต้กรมการค้าภายใน และยื่นยันว่าเรื่องนี้ ไม่ได้ไปโยงกับประเด็นทางการเมือง เพราะเป็นเรื่องในแนวทางปฎิบัติที่กรมฯ รับผิดชอบ แต่หากใครจะตำหนิส่วนตัวก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นเรื่องของกรมฯ จึงยอมไม่ได้ และอยากให้สังคมรับรู้ความถูกต้องเท่านั้น พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีความบาดหมางหรือรู้จักเป็นการส่วนตัว หรือมีความแค้นส่วนตัว แต่เป็นการดำเนินเพื่อรักษาเกียรติของกรมการค้าภายใน”

ในวันเดียวกัน นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงข้อเท็จจริงเรื่องหน้ากากอนามัย ว่า  จากการเปิดเผยตัวเลขการส่งออกหน้ากากอนามัยไปยังต่างประเทศ จากการพิจารณาเบื้องต้นพบว่ามีความคลาดเคลื่อนไปมาก เพราะหากจากดูเวลาการประกาศควบคุมการส่งออกกระทรวงพาณิชย์ คุมการส่งออกในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 แต่หากเป็นการส่งออกก่อนหน้านี้จะยังถือว่าเป็นการส่งออกในการค้าปกติ ที่ยังไม่พบปัญหาไวรัสโควิด- 19 ขณะที่ตัวเลข 330 ตัน เท่ากับจำนวนชิ้นหน้ากากถึง 80 ล้านชิ้น ซึ่งความเป็นไปได้ยากมาก อีกทั้งพิกัดการส่งออกนั้น เป็นพิกัดที่ผสมหรือรวมหลายสินค้า แต่หากดูเฉพาะหน้ากากสีเขียวที่มีการจำกัดจะถูกแยกไม่ได้รวมกัน

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าหน้ากากอนามัยในประเทศมีมากถึง 71 ชนิด แต่หากดูเฉพาะชนิดที่ห้ามส่งออกนั้นคือเป็นชนิดที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และประเทศไทยใช้เป็นส่วนใหญ่ และการพิจารณาการส่งออกจะต้องผ่านคณะกรรมการและเงื่อนไขที่กำหนด เช่น มีลิขสิทธิ์ มีทรัพย์สินทางปัญญา และเป็นชนิดหน้ากากที่ไม่ใช้ภายในประเทศ โดยคณะกรรมการพิจารณาและอนุญาตให้มีการส่งออกไปได้นั้นมีแค่อยู่ในช่วง 17-28 กุมภาพันธ์ 2563 ส่วนการขออนุญาตส่งออกในเดือนมีนาคม 2563 นี้ยังไม่มีการพิจารณาใดๆ ส่วนที่มีการปฏิเสธไม่ให้อนุญาตส่งออกมีถึง 41 ล้านชิ้น ส่วนที่อนุญาตไปนั้นมีเพียง 12.7 ล้านชิ้นพิจารณาเป็นอยู่ที่ 40 ตัน

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ได้รับชี้แจงจากโรงงาน 11 โรงงานว่าสามารถเพิ่มสายการผลิตจาก 1.2 ล้านชิ้น เป็น 1.56 ล้านชิ้น ทำให้ปริมาณการจัดสรรไปยังหน่วยงานต่างๆ เพิ่มขึ้น เช่น ในส่วนของโรงพยาบาลในทุกสังกัด จะเพิ่มขึ้นจาก 7 แสนชิ้นเป็น 8 แสนชิ้น ขณะที่ในส่วนของค้าปลีก ประชาชนทั่วไปจากเดิม 5 แสนชิ้น เป็น 7.6 แสนชิ้น ขณะที่กระแสข่าวหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น หรือมีการสต๊อกหรือขายแพงขนาดนี้ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นนั้นยังไม่พบจำนวนดังกล่าว แต่ที่พบคืออยู่ที่ 10,000 ชิ้น และก็ดำเนินการตรวจสอบและแจ้งข้อกล่าวหาไม่ดำเนินการแจ้งสต๊อกไป ส่วนการนำเข้าปัจจุบันพบว่าลดลงเหลือเพียง 9 แสนชิ้น จากอดีตที่สามารถนำเข้าได้ถึง 16 ล้านชิ้น สำหรับการสรุปผลการจับกุมผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัยเพิ่มเป็น 123 ราย ประจำวันที่ 12 มีนาคม 2563

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า โดยสถิติการจับกุมดำเนินคดีผู้กระทำความผิดถึงวันที่ 11 มีนาคม 2563 มีการจับกุมดำเนินคดีไปแล้ว รวมทั้งสิ้น 123 ราย แบ่งเป็นการจับกุมในเขตกรุงเทพฯ จำนวน 82 ราย และในต่างจังหวัด 41 ราย นอกจากได้จับกุมคนขายหน้ากากอนามัยแพงอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ กระทรวงยังได้ตรวจสอบจับกุมผู้กระทำความผิดขายเจลล้างมือและแอลกอฮอล์ล้างมือที่เป็นสินค้าควบคุมในข้อหาขายแพงเกินสมควร ได้อีก 2 คดี ที่จังหวัดนครปฐม 1 คดี และจังหวัดปทุมธานี 1 คดี

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้กำชับให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศเข้มงวดตรวจสอบจับกุมผู้ค้าหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือ ทั้งร้านค้าปกติและร้านค้าผ่านออนไลน์ ในพื้นที่รับผิดชอบอย่างเข้มงวด สำหรับโทษที่ผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ในข้อหาขายเกินราคาควบคุม จะได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท ข้อหาไม่ปิดป้ายแสดงราคาขายมีอัตราโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท ในข้อหาขายแพงเกินสมควรมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท และหากเป็นผู้นำเข้าหรือตัวแทนจำหน่ายก็ต้องแจ้งปริมาณการถือครองสินค้าต่อกรมการค้าภายใน หากฝ่าฝืนจะมีความผิดซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท ด้วย หากพบเห็นผู้กระทำผิด โปรดแจ้งข้อมูลและหลักฐานมายังสายด่วน 1569 หรือสื่อโซเชียลของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์

ส่วนผลการจับกุม ณ วันที่ 11 มีนาคม 2563 จำนวน 8 ราย ดังนี้ กรุงเทพฯ จำนวน 2 ราย โดยเป็นการล่อซื้อและจับกุมผู้ค้า Online บน Platform Lasada ที่กระทำผิดในข้อหาขายเกินราคาควบคุมและข้อหาขายแพงเกินสมควรทั้ง 2 ราย ซึ่งได้มีการดำเนินคดีกับ Lasada ที่เป็น Platform การค้าออนไลน์ด้วย

ต่างจังหวัด จำนวน 6 ราย ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ 1 ราย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 1 ราย จังหวัดเชียงใหม่ 1 ราย จังหวัดนครปฐม 1 ราย โดยเป็นผู้ค้า Online บน Platform Lasada ซึ่งถูกดำเนินคดีด้วย และจังหวัดปทุมธานีอีก 2 ราย โดยทั้ง 6 ราย เป็นการกระทำผิดทั้งในข้อหาไม่ปิดป้ายแสดงราคาขายหน้ากากอนามัย ข้อหาขายหน้ากากอนามัยเกินราคาควบคุม และในจำนวนนี้เป็นการจับดำเนินคดีกับผู้ขายแอลกอฮอล์แพงเกินสมควรด้วย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กรมการค้าภายใน