ค่าเงินบาทอ่อน หลังทรัมป์ส่งสัญญาณอาจเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่มเติม
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2563 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (7/5) ที่ระดับ 32.45/47 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดในวันอังคาร (5/5) ที่ระดับ 32.39/40 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลัง ปธน.ทรัมป์ได้แสดงความเชื่อมั่นว่าไวรัสโควิด-19 มีต้นกำเนิดจากห้องทดลองโรคติดเชื้อในจีน พร้อมระบุว่า สหรัฐอาจเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากจีน เพื่อเป็นการลงโทษที่จีนขาดความรับผิดชอบในการทำให้เกิดโรคระบาดในครั้งนี้
นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยังระบุอีกว่า เขาจะสามารถรายงานได้ภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ข้างหน้าว่า จีนได้ดำเนินการตามพันธสัญญาภายใต้ข้อตกลงการค้าระยะที่ 1 ที่ทั้ง 2 ประเทศลงนามในเดือนมกราคม ก่อนการระบาดของไวรัสโควิด-19 ขณะที่ความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงขึ้น ทั้งหมดดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินในสกุลเอเชีย รวมถึงค่าเงินบาทอ่อนค่าลง เนื่องจากนักลงทุนมองว่า สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐที่สงบศึกไปชั่วคราวนั้น อาจกลับมาปะทุอีกระลอก ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่แล้วจากไวรัสโควิด-19 ทั้งนี้ระหว่างวันค่เางินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32.39-32.47 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 32.39/32.41 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรในวันนี้ (7/5) ค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.0797/98 ดอลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (5/5) ที่ระดับ 1.0848/49 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนีมีคำตัดสินเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะต้องชี้แจงภายในเวลา 3 เดือนว่า มาตรการซื้อสินทรัพย์ที่ ECB ดำเนินการภายใต้โครงการ Public Sector Purchase Program (PSPP) ไม่ได้ส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจและการคลัง มิฉะนั้น บุนเดสแบงก์ ซึ่งเป็นธนาคารกลางของเยอรมนี จะถูกสั่งห้ามในการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ณ เดือน พ.ย. 2562 ECB ได้ซื้อสินทรัพย์ตามโครงการ PSPP คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 2 ล้านล้านยูโร
ทั้งนี้ PSPP เป็นโครงการของ ECB ซึ่งปิดตัวในปี 2558 ในการซื้อสินทรัพย์ เช่น พันธบัตรรัฐบาล และหลักทรัพย์ที่รัฐบาลเป็นผู้ออกและมีการซื้อขายในตลาด เพื่อเพิ่มปริมาณเงินในระบบ และส่งเสริมการบริโภค และการลงทุน รวมทั้งกระตุ้นเงินเฟ้อในยูโรโซน นอกจากนี้ สกุลเงินยูโรยังได้รับแรงกดดันหลังจากนายวาลดิล ดอมบรอฟสกิน รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ซึ่งเป็นองค์กรบริหารของสหภาพยุโรป (EU) กล่าวว่า เศรษฐกิจของ EU จะหดตัว 7.4% ในปีนี้ ซึ่งเป็นการทรุดตัวรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในทศวรรษ 1930 โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0777-1.0815 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0790/92 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนในวันนี้ (7/5) เปิดตลาดที่ระดับ 106.28/29 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (5/5) ที่ระดับ 106.79/80 เยน/ดอลลาร์ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์สงครามการค้าจีน-สหรัฐ ที่อาจกลับมาปะทุอีกรอบ ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มการถือครองสกุลเงินเยนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 105.98-106.50 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 106.46/49 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (7/5), ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน เม.ย. (8/5), อัตราการว่างงานเดือน เม.ย. (8/5), รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงเดือน เม.ย. (8/5)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ +0.25/+0.40 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ 0.00/+2.50 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ