คอนเสิร์ตท้ายปีวูบ 50% ผู้จัดกัดฟันปรับโมเดลใหม่สู้
คอนเสิร์ต
คอนเสิร์ตปลายปีกร่อย มาตรการโควิดทำยอดคนดูหาย ต้นทุนสูง เศรษฐกิจซบ-กำลังซื้อหด หาสปอนเซอร์ยาก จำนวนงานลดลงมากกว่า 50% ซีไอ-แกรมมี่ลุยงานประจำปี “ซีซั่นออฟเลิฟซอง-บิ๊กเมาน์เท่น” “อินเด็กซ์” ลุยคอนเสิร์ตไฮบริด ปลุกกระแสธุรกิจตื่นตัว-ไม่หวังกำไร
ดูเหมือนว่าช่วงโค้งท้ายปลายปีที่เป็นไฮซีซั่นของงานคอนเสิร์ตปีนี้อาจจะไม่คึกคักเหมือนปีที่ผ่าน ๆ มา โดยเฉพาะในจำนวนงานอาจหายไปมากกว่าครึ่งเมื่อเทียบปีก่อน ๆ งานเล็กงานน้อยไม่มีโอกาสจะแจ้งเกิด เหลือแต่งานใหญ่ที่ได้รับความนิยมและติดตลาดเท่านั้น
โดยปัจจัยหลัก ๆ มาจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้การจัดงานคอนเสิร์ตมีความท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการเว้นระยะห่างที่ทำให้ต้นทุนการจัดพุ่งสูงขึ้นแต่รายได้ลดลง และยังมีเรื่องของเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังซื้อที่ลดลง เป็นตัวแปรที่ทำให้บรรดาสปอนเซอร์ต้องคิดหนัก
โค้งท้ายงานหายไปกว่าครึ่ง
นายญาณกร อภิราชกมล กรรมการบริหาร บริษัท ครีเอท อินเทลลิเจ้นซ์ จำกัด หรือซีไอ (CI) ผู้จัดงานเอาต์ดอร์ เฟสติวัล อาทิ เสม็ดอินเลิฟ ซีซั่นออฟเลิฟซอง เป็นต้น เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปีนี้ธุรกิจจัดคอนเสิร์ตได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างหนัก โดยคาดว่าในช่วงปลายปีที่เป็นไฮซีซั่นจำนวนงานจะลดลงไปมากกว่า 50% จากปีก่อน ๆ
นอกจากปัจจัยในเรื่องของเศรษฐกิจและกำลังซื้อแล้ว การจัดงานภายใต้เงื่อนไขในเรื่องของการเว้นระยะห่างจะทำให้จำนวนคนสูงสุดที่เข้าร่วมงานลดลงไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง และทำให้ต้นทุนการจัดสูงขึ้น ขณะที่แบรนด์สินค้าที่เป็นสปอนเซอร์หลาย ๆ รายก็ลดการใช้งบฯการตลาดลง
อย่างไรก็ตาม งานคอนเสิร์ตที่จะเกิดในช่วงปลายปีหลัก ๆ จะเป็นงานใหญ่ที่เคยจัดต่อเนื่องมาหลายปีจนมีฐานแฟนคลับเหนียวแน่น และสปอนเซอร์เชื่อมั่นในศักยภาพ อาทิ ซีซั่นออฟเลิฟซอง,บิ๊กเมาน์เท่น รวมถึงงานคอนเสิร์ตของผู้จัดรายใหญ่ที่มีทรัพยากรเพียงพอ เช่น มีศิลปินในสังกัด ส่วนงานที่มีศิลปินต่างชาติเข้าร่วม อาทิ งานอีดีเอ็ม คงต้องงดไปโดยปริยาย หรือเลื่อนออกไปแบบไม่มีกำหนด เนื่องจากยังมีข้อห้ามการเดินทางเข้าประเทศ
“จากเงื่อนไขต่าง ๆ ดังกล่าว ทำให้ผู้จัดงานต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือโมเดลการจัดงานค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม ไตรมาสสุดท้ายนี้ บริษัทมีแผนจะจัดคอนเสิร์ตใหญ่ 2 งาน คือ ซิงกิ้งออนเดอะร็อก และซีซั่นออฟเลิฟซอง ซึ่งลดจำนวนผู้เข้าร่วมงานลงประมาณ 50% อย่างซีซั่นออฟเลิฟซอง ลดจาก 2.8-3.5 หมื่นคน เหลือเพียง 1.5 หมื่นคน พร้อมร่วมมือกับสปอนเซอร์และพันธมิตรลดค่าใช้จ่ายด้านต่าง ๆ อาทิ ค่าเช่าสถานที่ ค่าศิลปิน เพื่อให้สามารถจัดงานได้โดยไม่ขาดทุน” นายญาณกรกล่าว
แกรมมี่-อินเด็กซ์ โอดงานน้อย ชูโมเดลใหม่
นายยุทธนา บุญอ้อม รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส หน่วยงาน Showbiz บริษัท จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ช่วงปลายนี้จำนวนงานมิวสิกอีเวนต์ยังน้อยกว่าที่คาดไว้ เพราะบางงานเลื่อนไปอยู่ปีหน้า และบางงานก็ยกเลิกไป อย่างไรก็ตาม ปลายปีนี้บริษัทเตรียมจะจัดคอนเสิร์ตใหญ่ 3-5 งาน อาทิ The Gentlemen Live, บิ๊กเมาน์เท่น มิวสิค เฟสติวัล, เชียงใหญ่ และแฟนโทเปีย เป็นต้น โดยการจัดงานดังกล่าวบริษัทจะเน้นการบริหารต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นการเจรจากับซัพพลายเออร์ และเจ้าของพื้นที่ รวมถึงศิลปิน เพื่อคุมต้นทุนให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้
พร้อมกับปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงาน อย่างงานบิ๊กเมาน์เท่น ได้ใช้ระบบ RFID ตรวจคัดกรองของคนเข้างาน ตลอดจนการติดตามเฉพาะบุคคล และก่อนเข้างาน จะมีการแจกเสื่อพลาสติกขนาด 1 ตารางเมตร ให้ใช้ยืนดูภายในงาน เป็นการกำหนดให้ทุกคนจะยืนห่างกัน 1 เมตร รวมถึงการแบ่งโซนร้านอาหาร และร้านขายเครื่องดื่ม ให้อยู่ในพื้นที่ที่จัดไว้ ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ ศบค.กำหนด
“วันนี้ธุรกิจอีเวนต์และคอนเสิร์ตจะได้รับการปลดล็อกแล้ว แต่การจัดงานจะต้องอยู่ใต้กฎเกณฑ์การเว้นระยะห่างทางสังคม ต้องจำกัดจำนวนคนเข้างานลงกว่า 50% ส่งผลให้ผู้จัดงานต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น รวมทั้งการมีต้นทุนในเรื่องระบบการคัดกรองเข้ามาด้วย ในทางกลับกันรายรับกลับลดลง เพราะคนดูน้อย รายได้จากสปอนเซอร์ก็จะลดลงตามไปด้วย”
นายเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ช่วงปลายปีนี้ อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ เตรียมจะจัดงานคอนเสิร์ตอินดอร์ฯ 2-3 งาน ทั้งศิลปินเดี่ยวและศิลปินกลุ่ม ในรูปแบบไฮบริดขายบัตรทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ตอนนี้อยู่ระหว่างการวางแผนการจัดงานและเจรจากับสปอนเซอร์ที่ยังกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ลดลง โดยโมเดลที่บริษัทจัดขึ้นจะเรียกว่า friendship economy คือ ทุกคนมาเป็นพาร์ตเนอร์กันหมด ไม่มีค่าตัว แล้วกำไรแบ่งกัน เป็นการปรับตัวเพื่อให้มีงานเกิดขึ้น ด้วยรูปแบบที่เป็นไฮบริดคอนเสิร์ตคือ มีทั้ง online และ offline และมีคนเข้ามาชมจริง ๆ
“สิ่งที่ต้องการจากการจัดงานก็คือ การปลุกกระแสให้อุตสาหกรรมอีเวนต์ตื่น เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับทั้งผู้คน รวมทั้งเป็นการสร้างความมั่นใจให้ ศบค.ไม่ได้มองผลกำไรเป็นตัวตั้ง” นายเกรียงไกรกล่าวย้ำ