เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ทุเรียนขึ้นแท่นสินค้าใช้สิทธิ FTA สูงสุด ครึ่งปีแรกเกษตร-อาหารแตะ 1.31 หมื่นล้านดอลลาร์
Economic ทุเรียนขึ้นแท่นสินค้าใช้สิทธิ FTA สูงสุด ครึ่งปีแรกเกษตร-อาหารแตะ 1.31 หมื่นล้านดอลลาร์
‘สามชาย’ ชำแหละแผนปฏิรูปข้าราชการ ชง 3 ยุทธศาสตร์ รื้อระบบจ้างงาน-เลิกลดคนแบบฉาบฉวย
Politics ‘สามชาย’ ชำแหละแผนปฏิรูปข้าราชการ ชง 3 ยุทธศาสตร์ รื้อระบบจ้างงาน-เลิกลดคนแบบฉาบฉวย
‘อ.ธนาธร’ ชำแหละมายาคติ AI ชี้โจทย์ใหญ่ปฏิรูปราชการไม่ใช่ “แทนคน” แต่คือ “รีดีไซน์ระบบ”
Uncategorized ‘อ.ธนาธร’ ชำแหละมายาคติ AI ชี้โจทย์ใหญ่ปฏิรูปราชการไม่ใช่ “แทนคน” แต่คือ “รีดีไซน์ระบบ”
DITP เปิดเกมเยอรมนี ดัน “เกมไทย-อาหารไทย” เจาะตลาดโลก
Economic DITP เปิดเกมเยอรมนี ดัน “เกมไทย-อาหารไทย” เจาะตลาดโลก
พาณิชย์พาศิลปินไทยบุก Kiaf SEOUL ดัน “ลิขสิทธิ์ศิลปะ” สู่สินทรัพย์โลก
Economic พาณิชย์พาศิลปินไทยบุก Kiaf SEOUL ดัน “ลิขสิทธิ์ศิลปะ” สู่สินทรัพย์โลก
“อัทธ์” เสนอ 8 แนวทางคุมดาต้าเซ็นเตอร์ ห้ามแย่งไฟ-น้ำประชาชน
Economic “อัทธ์” เสนอ 8 แนวทางคุมดาต้าเซ็นเตอร์ ห้ามแย่งไฟ-น้ำประชาชน
BKP-สมาคมส่งออกถั่วเหลืองสหรัฐ” ลงนาม MOU ขยายความร่วมมือความยั่งยืน
Business BKP-สมาคมส่งออกถั่วเหลืองสหรัฐ” ลงนาม MOU ขยายความร่วมมือความยั่งยืน
LHMH รุกขยายพอร์ตโรงแรม ทุ่ม 4.3 พันล้านเปิดแบรนด์ “วอยาจ” บูมพัทยา
Business LHMH รุกขยายพอร์ตโรงแรม ทุ่ม 4.3 พันล้านเปิดแบรนด์ “วอยาจ” บูมพัทยา
กางเข็มทิศอุตสาหกรรมดนตรีไทย ในสายตา ‘วิเชียร ฤกษ์ไพศาล’ ผ่านปรากฏการณ์ ‘เนเน่ รอยัล’
ไฮไลท์ประชาชาติ กางเข็มทิศอุตสาหกรรมดนตรีไทย ในสายตา ‘วิเชียร ฤกษ์ไพศาล’ ผ่านปรากฏการณ์ ‘เนเน่ รอยัล’
วิริยะประกันภัย ปรับเกมกำลังซื้อ เจาะกลุ่ม ‘คนใช้รถ-บ้าน-SMEs’
Finance วิริยะประกันภัย ปรับเกมกำลังซื้อ เจาะกลุ่ม ‘คนใช้รถ-บ้าน-SMEs’
ดูทั้งหมด

ข้อเสนอที่ถูกปฏิเสธ! ประยุทธ์ ออกไป ย้อนรอยเกมพลิกขั้ว-พรรคร่วมถอนตัว

22 ต.ค. 2563 | 18:49น.

ข้อเสนอที่ถูกปฏิเสธ! ประยุทธ์ ออกไป ย้อนรอยเกมพลิกขั้ว-พรรคร่วมถอนตัว

ท่ามกลางสถานการณ์การชุมนุม  “คณะราษฎร 2563” ที่สลายตัวเองเป็น “ราษฎร” เคลื่อนไหว-เคลื่อนที่แบบ “ดาวกระจาย” และ “ไร้แกนนำ” กับ 3 ข้อเรียกร้อง คือ 1. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีทั้งหมด “ลาออก” 2. รัฐสภาต้องเปิดประชุมวิสามัญทันทีเพื่อรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และ 3.ปฏิรูปสถาบัน

แม้ ก่อนหน้านี้ “พล.อ.ประยุทธ์” จูงมือรัฐมนตรีทั้งหมดเรียงหน้ากระดาน ร่วมแถลงจุดยืนของพรรคร่วมรัฐบาล ยืนยันเสียงแข็ง “ไม่ลาออก” เร่งเร้าให้ผู้ชุมนุม-รุกกลับ ด้วยการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ลาออกภายใน 3 วัน (นับตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม)

พร้อมเสนอวาระแนบท้าย ให้พรรคร่วมรัฐบาล “ถอนตัว” เพื่อล้างไพ่ เปลี่ยนเกมรัฐบาลใหม่

พลิกจาก “รัฐบาลประยุทธ์ 2/3” ที่ประกอบด้วย พรรคร่วมรัฐบาล 19 พรรค ทั้ง โควตากลางของนายกฯ พรรคร่วมรัฐบาลรวม ทั้งสิ้น 36 คน แบ่งเป็นพรรคการเมือง จำนวน 5 พรรค คือ พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรครวมพลังประชาชาติไทย

ประเมินจากจุดยืนของพรรคขาใหญ่ ไปในทิศทางเดียวกัน  ตั้งแต่พลังประชารัฐ ที่สนับสนุนให้ “ประยุทธ์” อยู่ต่อ จนครบวาระ 4 ปี

ขณะที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี “อนุทิน” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคอันดับ 2 ในพรรครร่วมรัฐบาล ออกตัวย้ำชัด “ขอเป็นรองนายกฯ ที่มีนายกฯ ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์”  รวมถึงปฏิเสธที่จะออกจากพรรคร่วม ด้วยเหตุผล “มาด้วยกันไปด้วยกัน”

เช่นเดียวกับท่าทีล่าสุดของ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง “ตอบไปแล้วไม่ตอบซ้ำ” ส่วนเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ยังเหมือนเดิม โดยเฉพาะเงื่อนไขในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ไม่ต่างไปจาก “วราวุธ ศิลปอาชา” ประธานยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา แม้จะเคยกล่าวไปวันก่อน ว่า “จุดยืน ของพรรคชาติไทยพัฒนา  คือการทำงานเพื่อแผ่นดิน  รับใช้สถาบัน สนองเบื้องพระยุคลบาทเหมือนสมัยที่นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ทำงานมา”

ที่สุดกู่-สุดทาง ไม่ยอม-ไม่ถอย แม้กระทั่งข้อเรียกร้อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือ “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” ที่ก่อตั้งโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ด้วยการประกาศภารกิจของพรรค ในวันเปิดตัวว่าจะทำหน้าที่ “พรรคพลเมืองที่เป็นพสกนิกรปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์”

แน่นอนว่า พรรคที่มีเสียงน้อยที่สุด ในบรรดาพรรคที่โควต้ารัฐมนตรี ยืนยันเสียงหนักแน่นว่า “ยังสนับสนุน” พล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่อไป เพราะยังเห็นศักยภาพว่าเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดในเวลานี้

ช่วงสถานการณ์เข้าด้าย-เข้าเข็ม ที่เป็นสมัยประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อคลายเดดล็อกทางการเมือง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องย้อนทวนประวัติศาสตร์ “การถอนตัว-พลิกขั้วทางการเมือง” หลากรูปแบบในอดีต ที่ทำให้เกมอำนาจในรัฐบาลเปลี่ยนแปลง และถึงทางตัน

หลังรัฐประหาร 2549 ยุคกลุ่ม “เพื่อนเนวิน” ที่แตกตัวออกมาหลังจากพรรคพลังประชาชนถูกยุบ ที่มี “เนวิน ชิดชอบ” ยืนหัวแถว ได้ผนึกกับ “อดีตกลุ่ม 16” ปฏิบัติการ “พลิกขั้ว” ผลักดัน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์-ผู้นำฝ่ายค้านในขณะนั้น เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 ด้วยคะแนน 235 เสียง เฉือน “พล.ต.อ.ประชา พรมนอก” หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน 198 เสียง

235 เสียงที่สนับสนุนในการเปลี่ยนขั้ว ได้แก่ ประชาธิปัตย์ 163 เสียง พลังประชาชนเดิม 33 เสียง (กลุ่มเพื่อนเนวิน นายสุวิทย์ คุณกิตติ ที่แยกไปพรรคกิจสังคมและอื่นๆ) รวมใจไทยชาติพัฒนา 5 เสียง มัชฌิมาธิปไตยเดิม 8 เสียง เพื่อแผ่นดิน 12 เสียง ชาติไทยเดิม 14 เสียง

พรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงที่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เป็น “ผู้จัดการรัฐบาล” เปิดปฏิบัติการดีลลับ-ในค่ายทหารกับ “เนวิน ชิดชอบ” ที่ยอม “หันหัว” ไม่กลับเข้าพรรคเพื่อไทย “หักหลัง” ทักษิณ จนเกิดเป็นวลีอมตะ “มันจบแล้วครับนาย”

ขณะที่วีรกรรมพรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดของไทย ที่อยู่สมรภูมิการเมืองมาตลอด 74 ปี ชนะเลือกตั้ง  6 ครั้ง พ่ายแพ้เลือกตั้ง 13 ครั้ง คว่ำบาตรเลือกตั้ง 3 ครั้ง

พรรคประชาธิปัตย์ พรรคที่ไม่ชนะการเลือกตั้งกว่า 2 ทศวรรษ และยัง “บอยคอต” การเลือกตั้ง มาถึง 3 สามครั้ง นำไปสู่เปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ

  • ครั้งที่ 1  ในการเลือกตั้ง 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495
  • ครั้งที่ 2 การเลือกตั้ง 2 เมษายน  2549 พรรคประชาธิปัตย์บอยคอต-กระบวนการเลือกตั้งโมฆะ นำมาสู่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549
  • ครั้งที่ 3 การเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 พรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจไม่ส่งผู้สมัคลงรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

โดยให้เหตุผลว่า “ไม่เชื่อว่าการเลือกตั้งรอบนี้จะสามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาประเทศ” นำไปสู่การรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557

ขณะที่พรรคชาติไทยพัฒนา ตลอด 1 ทศวรรษที่ผ่านมาชาติไทยพัฒนาที่ไม่เคยสะกดคำว่า “ฝ่ายค้าน” เป็นพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ร่วมรัฐบาลอภิสิทธิ์ ครั้งที่ 2 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ และครั้งล่าสุดในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จนถูกค่อนขอดว่าเป็น “พรรคปลาไหล”

สถานะและจำนวนเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบัน 19 พรรครัฐบาล รวม 276 เสียง ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ 120 เสียง ภูมิใจไทย 61 เสียง ประชาธิปัตย์ 52 เสียง ชาติไทยพัฒนา 12 เสียง รวมพลังประชาชาติไทย 5 เสียง พลังท้องถิ่นไท 5 เสียง ชาติพัฒนา 4 เสียง รักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 เสียง

พรรคเล็ก 10 พรรค พรรคละ 1 เสียง ประกอบด้วย พรรคประชาภิวัฒน์ พรรคพลังไทยรักไทย พรรคครูไทยเพื่อประชาชน พรรคประชานิยม พรรคพลเมืองไทย พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคพลังธรรมใหม่ พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรคประชาธรรมไทย พรรคไทรักธรรม

และพรรคเศรษฐกิจใหม่ 5 เสียง

หาก 3 พรรค คือ ภูมิใจไทย, ประชาธิปัตย์, ชาติไทยพัฒนา รวม 125 เสียง พลิกขั้วไปรวมกับฝ่ายค้าน 6 พรรคฝ่ายค้าน 212 เสียง จะได้ขั้วรัฐบาลใหม่ 337 เสียง

หากสมการนี้เกิดขึ้นจริง แน่นอนว่า “พล.อ.ประยุทธ์” พ้นจากวงจรจรอำนาจ

แต่สมการนี้ ไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้ง่าย-แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดขึ้น