มุมมองของนักลงทุนในปี 2021
คอลัมน์ เลียบรั้วเลาะโลก ถนอมศรี ฟองอรุณรุ่ง
ทั้ง ๆ ที่การระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 กำลังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง และดูเหมือนว่าการแพร่ระบาดรอบนี้รวดเร็วกว่าในช่วงก่อนหน้า โดยในหลายประเทศ รวมทั้งไทย มีจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นสูงกว่าระลอกแรกอย่างมาก (ในอังกฤษพบไวรัสกลายพันธุ์ สหรัฐอเมริกาจำนวนผู้ติดเชื้อต่อวันสูงถึงกว่าแสนคน ในไทยการแพร่ระบาดกระจายเกือบ 40 จังหวัด และผู้ติดเชื้อต่อวันสูงกว่า 100 คน) ทำให้หลายประเทศเพิ่มความเข้มงวด หรือประกาศล็อกดาวน์ในช่วงเทศกาลปีใหม่
แต่ที่น่าสนใจคือ ดัชนีราคาหุ้นในประเทศส่วนใหญ่กลับปรับตัวสูงขึ้น โดยปรับตัวสูงขึ้น 2-3% ในเดือน ธ.ค. ต่างจากในช่วงต้นปีที่เริ่มมีการระบาด ที่นักลงทุนตื่นตระหนกเทขายหุ้นจนทำให้ราคาหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง 20-30% ทีเดียว
ปัจจัยบวกในปัจจุบันมีอะไรบ้าง
1.มีวัคซีนที่ผ่านการรับรองแล้วอย่างน้อย 2 ตัว ของโมเดอร์นา และไฟเซอร์
2.สหรัฐได้โจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งเชื่อว่าจะมีนโยบายที่เป็นมิตรกับนานาประเทศมากกว่าทรัมป์
3.เศรษฐกิจสำคัญ คือ จีนฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่สหรัฐในที่สุดผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ได้
4.ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ และธนาคารกลางอัดฉีดเงินเข้าระบบจำนวนมาก
นอกจากนี้ การสำรวจความเห็นของผู้จัดการกองทุนโดยแบงก์ออฟอเมริกา เมอร์ริลลินช์ในเดือน ธ.ค. 2020 พบว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ยังมีมุมมองต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 2021 ในทางบวก ดังนี้
– นักลงทุนส่วนใหญ่ (34%) คาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวแบบ w (ปรับลดลงจาก 39% ในการสำรวจเดือน พ.ย.) 29% ฟื้นตัวแบบ u และมีถึง 26% คาดว่าจะฟื้นเร็วแบบ v เทียบกับ 19% ในเดือน ต.ค.
– นักลงทุนกว่า 70% คาดว่ากำไรของบริษัทจะฟื้นตัวแรงกว่าวิกฤตการเงินในปี 2008
– มองว่าดอกเบี้ยระยะยาวจะปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ดอกเบี้ยระยะสั้นจะยังอยู่ในระดับต่ำ (น่าจะเป็นเพราะการอัดฉีดเงินจำนวนมากของรัฐบาลทั่วโลก เพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงโควิด ทำให้หนี้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้นจำนวนมาก คาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะเพิ่มขึ้นเป็น 132% ของจีดีพีในปี 2021 (จาก 105% ในปี 2019)
– ความเสี่ยงที่กังวล 3 อันดับแรก คือ การระบาดต่อเนื่องของโควิด การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ และนโยบายการคลังหมดแรงกระตุ้น
– คาดว่าวัคซีนจะเริ่มส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจโลกประมาณปลายไตรมาส 2
– สินทรัพย์ที่น่าลงทุน คือ หุ้น และสินค้าโภคภัณฑ์
– หุ้นในตลาดเกิดใหม่ (emerging market) จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นในประเทศพัฒนาแล้ว
-แม้ว่าราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจะปรับสูงขึ้นอย่างมาก นักลงทุนกว่าครึ่งก็ยังต้องการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ หุ้นตัวเล็ก (small cap) น่าสนใจกว่าหุ้นขนาดใหญ่ (large cap)
– คาดเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าต่อเนื่อง
มุมมองในแง่บวกของนักลงทุน และการปรับสูงขึ้นของราคาหุ้น และสินทรัพย์เสี่ยงต่าง ๆ ท่ามกลางการระบาดของไวรัสรอบใหม่ และสภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางเพราะการฟื้นตัวมาจากการอัดฉีดเงินของภาครัฐเป็นหลัก ทำให้มีคำถามว่าฟองสบู่กำลังก่อตัว หรือมีการเปลี่ยนแปลงในปัจจัยพื้นฐานอย่างรวดเร็วทั้งในทางบวกและทางลบ เช่น เทคโนโลยีได้ประโยชน์จากการช็อปปิ้งออนไลน์และการทำงานที่บ้าน (หุ้น Althabet, Amazon, Apple, Facebook และ Microsoft มีมูลค่ารวม 7 ล้านล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นจาก 5 ล้านล้านในต้นปี 2020)
หรือสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ปรับลงรุนแรงช่วงโควิด และฟื้นตัวได้เร็วหลังจากวัคซีนมีความคืบหน้า ค่าระวางเรือปรับเพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วงครึ่งหลังของปี หลังจากปรับลดลงอย่างรุนแรงในช่วงต้นปี (สาเหตุจากขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ และจำนวนเที่ยวของเรือขนส่งปรับลดลง)
แม้ว่านักลงทุนจะคาดหวังแต่ในทางดี ก็ควรระมัดระวังในการลงทุน เพราะนับแต่วิกฤตการเงินปี 2008 ภาวะความผันผวนของเศรษฐกิจและตลาดการเงินเพิ่มสูงขึ้นมาก ปัญหาที่สะสมมาในปัจจุบัน คือ การอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลของธนาคารกลาง (ทำให้ดอกเบี้ยต่ำผิดปกติ และราคาสินทรัพย์การเงินปรับสูงขึ้นมาก) การเพิ่มขึ้นของหนี้ (ทั้งภาครัฐ ธุรกิจ และครัวเรือน) การปรับเปลี่ยนทางเทคโนโลยีและการกีดกันการค้าซึ่งส่งผลกระทบต่อ global supply chain สถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้เศรษฐกิจโลกมีความเปราะบางทั้งการฟื้นตัวและการขยายตัวในอนาคต