“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนหาคำตอบ ขณะที่ทั่วโลกเรียกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมียนมาว่า “รัฐประหาร” พร้อมส่งเสียงประณามขอให้กองทัพสละอำนาจ แต่เหตุใด? สื่อจีนจึงรายงานเหตุการณ์นี้ว่าเป็นการ “ปรับคณะรัฐมนตรี”
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีกองทัพเมียนมาก่อรัฐประหาร โดยควบคุมตัวนางอองซาน ซูจีน ที่ปรึกษาแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ พร้อมเจ้าหน้าที่รัฐบาลหลายคน เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ก่อนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและแต่งตั้งประธานาธิบดีรักษาการ ท่ามกลางเสียงประณามจากหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ออกมาขู่ว่าจะคว่ำบาตร หากกองทัพเมียนมาไม่สละอำนาจและปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัว ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น
- เบื้องหลังปฏิบัติการข่าวสาร-การยึดอำนาจของ “กองทัพเมียนมา”
- กองทัพเมียนมาปลด 24 รัฐมนตรี พร้อมแต่งตั้งใหม่ 11 ตำแหน่ง
-
“ไบเดน” ขู่คว่ำบาตรเมียนมา-นักวิเคราะห์ชี้อำนาจสหรัฐฯมีจำกัด
ล่าสุด ผู้สื่อข่าวตรวจสอบการรายงานข่าวของสื่อจีน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่มีความใกล้ชิดกับเมียนมาพบว่าสื่อจีนเลี่ยงการใช้คำว่า “รัฐประหาร” (coup) แต่ใช้คำว่า “การปรับคณะรัฐมนตรี” (cabinet reshuffle) แทน
เริ่มที่ สำนักข่าวโกลบอลไทม์ส ซึ่งเป็นสื่อภาษาอังกฤษของรัฐบาลจีน ที่ใช้พาดหัวข่าวว่า Major cabinet reshuffle announced in Myanmar แปลว่า การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ถูกประกาศขึ้นในเมียนมา ขณะที่ในเนื้อข่าวรายงานว่าการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเมียนมาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยได้มีการแต่งตั้งรัฐมนตรี 11 ตำแหน่ง และปลดรัฐมนตรีช่วย 24 ตำแหน่ง อ้างข้อมูลจากแถลงการณ์ที่เผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ของกองทัพเมียนมา

ส่วนอีกข่าวของโกลบอล ไทม์ส พาดหัวข่าวว่า Myanmar’s political disruption yet to have major impact on operations of Chinese businesses แปลว่า ความแตกแยกทางการเมืองของเมียนมา ยังไม่ส่งผลกระทบที่สำคัญต่อการดำเนินการของธุรกิจจีน

เช่นเดียวกับ “ไชน่าเดลี่” และ “ซินหัว” ที่ใช้คำว่า ปรับคณะรัฐมนตรี แทนคำว่า รัฐประหาร

ส่องความสัมพันธ์ “จีน-เมียนมา” ผ่านระเบียงเศรษฐกิจ
เมื่อปีที่แล้ว ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เดินทางเยือนเมียนมาเป็นครั้งแรกในฐานะผู้นำจีน เมื่อวันที่ 17 มกราคม เพื่อเดินหน้าสัญญาก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เช่น เส้นทางรถไฟความเร็วสูง และท่าเรือน้ำลึก ซึ่งเป็นเป็นส่วนสำคัญของโครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา (CMEC) สร้างเส้นทางให้เชื่อมจีนไปสู่มหาสมุทรอินเดียตามแนวคิดเส้นทางสายไหมและเส้นทางสายไหมทางทะเลศตวรรษที่ 21 (One Belt One Road) ที่จะขยายเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานและอิทธิพลของจีนไปทั่วโลก ตามการรายงานของบีบีซีไทย
ปีที่แล้วเช่นกัน ผศ.ลลิตา หาญวงษ์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะ
และทางการจีนรู้ดีว่าเมียนมา (โดยเฉพาะเขตที่มีทรัพยากรนอกชายฝั่งอันอุดมอย่างรัฐยะไข่) เป็นขุมทองที่ไม่สามารถปล่อยให้หลุดมือไปได้ ในท้ายที่สุด ประเด็นเรื่องความมั่นคงและเศรษฐกิจในเอเชียในทศวรรษนี้จะมาอยู่ที่การพัฒนาภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย และประเทศกำลังพัฒนาในซีกโลกใต้ (Global South) อื่นๆ
หากจีนสามารถเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างรัฐบาลพม่ากับกองกำลังกลุ่ม Northern Alliance (ประกอบไปด้วยกองกำลังติดอาวุธในพม่าตอนบน ได้แก่ Kachin Independence Army หรือ KIA, Myanmar National Democratic Alliance Army ในเขตโกก้าง และ Ta’ang National Liberation Army ของชนกลุ่มน้อยตะอาง) จีนก็จะได้เครดิตเพิ่มขึ้น
แน่นอน การลงทุนไปเยือนเมียนมาของประธานาธิบดีสี จีนไม่ได้หวังกลับปักกิ่งมือเปล่า แต่หมายถึงการเจรจาด้านเศรษฐกิจ ที่มีอนาคตของชนกลุ่มน้อยหลากหลายกลุ่มเป็นเดิมพัน ตลอดจนเม็ดเงินมหาศาลที่จะเข้าไปในเมียนมาและออกไปจีน รวมถึงอนาคตของภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียที่จีนพยายามผลักดันอย่างหนักมานานด้วย
ต่อมาในเดือนมิถุนายน ประชาชาติธุรกิจ รายงานความคืบหน้าในการสร้างท่าเรือน้ำลึกเจาะพยูในรัฐยะไข่ของเมียนมา ภายใต้ความร่วมมือจากรัฐบาลจีน เพื่อรองรับเส้นทางการค้าออกสู่มหาสมุทรอินเดียจากมณฑลยูนนานตามโครงการ “One Belt One Road”
กระทรวงพาณิชย์ของเมียนมาเปิดเผยว่า การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกในครั้งนี้นับเป็นส่วนสำคัญของโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) ในเมืองเจาะพยู ทางตะวันตกของเมียนมา ซึ่งจะเป็นจุดสำคัญของโครงการ “ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา (CMEC)” ซึ่งจะช่วยให้จีนสามารถขนส่งสินค้าออกสู่มหาสมุทรอินเดียได้โดยตรง ขณะเดียวกันก็สามารถนำเข้าน้ำมันดิบโดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา
ภายใต้โครงการดังกล่าว เมียนมายังมีแผนสร้างเขตอุตสาหกรรมพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ วัสดุก่อสร้าง การแปรรูปอาหาร การผลิตยารักษาโรค อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ทางทะเล รวมถึงภาคบริการและการวิจัย ในพื้นที่ราว 4,300 ไร่