เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
อิหร่านจัดพิธีศพ ‘คาเมเนอี’ นานหนึ่งสัปดาห์ คาดผู้ไว้อาลัยร่วม 20 ล้านคน
World อิหร่านจัดพิธีศพ ‘คาเมเนอี’ นานหนึ่งสัปดาห์ คาดผู้ไว้อาลัยร่วม 20 ล้านคน
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงผ่านการคัดเลือก เป็นนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติ กกท.เตรียมถวายรางวัลเกียรติยศ
ข่าวในพระราชสำนัก เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงผ่านการคัดเลือก เป็นนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติ กกท.เตรียมถวายรางวัลเกียรติยศ
ส่องความคาดหวังคนกรุงเทพฯ หลังเลือกตั้ง กทม. 2569
Politics ส่องความคาดหวังคนกรุงเทพฯ หลังเลือกตั้ง กทม. 2569
‘แอร์ไลน์’ ตะวันออกกลาง แห่เพิ่มไฟลต์ครึ่งปีหลัง
Business ‘แอร์ไลน์’ ตะวันออกกลาง แห่เพิ่มไฟลต์ครึ่งปีหลัง
ธุรกิจบูมมาสคอตมาร์เก็ตติ้ง ‘GMM-วันแบงค็อก’ ต่อยอดสปีดรายได้
Business ธุรกิจบูมมาสคอตมาร์เก็ตติ้ง ‘GMM-วันแบงค็อก’ ต่อยอดสปีดรายได้
‘แม่กุหลาบ’ ผู้สร้างตำนานโมจิ-ไดฟุกุ ของฝากนครสวรรค์ เสียชีวิต อายุ 86 ปี
Biz Movement ‘แม่กุหลาบ’ ผู้สร้างตำนานโมจิ-ไดฟุกุ ของฝากนครสวรรค์ เสียชีวิต อายุ 86 ปี
สคบ.ลุยตรวจร้านรับกดบัตรคอนเสิร์ต หลังร้องไม่คืนเงิน
Economic สคบ.ลุยตรวจร้านรับกดบัตรคอนเสิร์ต หลังร้องไม่คืนเงิน
มธ. ปั้น ‘แพทย์แผนจีนนานาชาติ’ ดัน ‘ไทย’ ลุยตลาดโลก ชิงเค้ก 5.5 แสนล้านดอลลาร์
Biz Movement มธ. ปั้น ‘แพทย์แผนจีนนานาชาติ’ ดัน ‘ไทย’ ลุยตลาดโลก ชิงเค้ก 5.5 แสนล้านดอลลาร์
ปุ๋ยจีน ‘ถูก’ จ่อบุกตลาดไทย เอเย่นต์ลดสต๊อก หวั่นขาดทุน
Economic ปุ๋ยจีน ‘ถูก’ จ่อบุกตลาดไทย เอเย่นต์ลดสต๊อก หวั่นขาดทุน
“พิพัฒน์” ลุยสตูล พลิกโฉม “ท่าเรือตันหยงโป” ประตูท่องเที่ยวทางทะเลแห่งใหม่
Real Estate “พิพัฒน์” ลุยสตูล พลิกโฉม “ท่าเรือตันหยงโป” ประตูท่องเที่ยวทางทะเลแห่งใหม่
ดูทั้งหมด

อาหารการกินที่ดีต่อสุขภาพ แก้ปัญหาโภชนาการเป็นมิตรกับโลก

30 พ.ค. 2564 | 09:00น.

Healthy Aging
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

บทความนี้เขียนโดย คุณปัณฑา ฉัตรดอกไม้ไพร นักศึกษาที่มาฝึกงานที่บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) ซึ่งผมเห็นว่ามีประโยชน์อย่างมากจึงขอนำมาเสนอ ณ ที่นี้ คุณปัณฑากำลังจะไปศึกษาต่อที่ Cambridge Medical School ประเทศอังกฤษ

ถ้าพูดถึงสภาวะโลกร้อน ใคร ๆ ก็อาจจะนึกถึงรูปควันดำที่ปล่อยมาจากโรงงาน หรือจากรถยนต์ที่แน่นขนัดตามท้องถนน แต่หารู้ไม่ว่า 1 ใน 4 ของก๊าซเรือนกระจกมาจากเรื่องใกล้ตัวไม่เกินเอื้อม คือการผลิตอาหารนั่นเอง (ดูตาราง 1)

– สภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน

ก่อนอื่นขอเท้าความว่า สภาวะโลกร้อนเกิดจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกถูกปลดปล่อยจากผิวโลกสู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้เกิดการรวมตัวและดูดซับรังสีและความร้อนที่สะท้อนลงบนผิวโลกจากดวงอาทิตย์ เป็นเหตุให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization หรือ WMO) ซึ่งเป็นเครือข่ายของสหประชาชาติประเมินว่า อุณหภูมิเฉลี่ยบนพื้นผิวของโลกได้เพิ่มสูงขึ้นประมาณ 1.2 องศาเซลเซียสในปี 2020 เมื่อเทียบกับช่วงปี 1850-1900 ดังนั้น หากมีแนวโน้มเช่นนี้ต่อไปโลกอาจจะร้อนขึ้นอีก 3-5 องศาเซลเซียสภายในปี 2100

ปี 2020 สำนักข่าว BBC รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์กังวลว่าแม้ทุกประเทศที่ลงชื่อในข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ในปี 2016 จะลดการผลิตมลพิษได้ตามเป้าหมาย โลกก็ยังน่าจะร้อนขึ้นอีก 3 องศาเซลเซียสใน 100 ปีข้างหน้า อุณหภูมิที่สูงขึ้นได้ทำให้พื้นที่น้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือลดลงจาก 7.7 ล้านตารางกิโลเมตรในปี 1980 เหลือเพียง 4.2 ล้านตารางกิโลเมตรในปี 2019 และจะยังได้หดตัวลงแบบเร่งตัวมาเรื่อย ๆ

ทั้งนี้ คณะตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐสภาอังกฤษประเมินว่า อีก 30 ปีข้างหน้าในฤดูร้อนอาจไม่มีพื้นที่น้ำแข็งเหลืออยู่อีกเลย หากเป็นเช่นนั้นสัตว์บางประเภทจะไม่มีที่อาศัย ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น และก๊าซเรือนกระจกที่ถูกกักเก็บในน้ำแข็งจะถูกปลดปล่อยออกมาบนชั้นบรรยากาศ

– ขยะอาหาร…ความสูญเสียที่ถูกมองข้าม

นอกเหนือไปจากความท้าทายจากสภาวะโลกร้อนแล้ว ปริมาณประชากรของโลกที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และความฟุ่มเฟือยของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างเร่งตัว ทำให้หลายคนอาจจะคุ้นหูกับคำว่า ขยะอาหาร ซึ่งเกิดจากการรั่วไหลของอาหารในตอนท้ายของห่วงโซ่อุปทานระหว่างขั้นตอนการขายปลีกและการบริโภค มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส ประเมินว่า 1 ใน 3 ของอาหารที่ถูกผลิตขึ้นมานั้นไม่เคยถูกบริโภค แต่กลายเป็นขยะที่ต้องถูกกำจัด จึงเป็นการใช้ทรัพยากรที่เกินความจำเป็น การสูญเสียอาหารดังกล่าวเรียกว่า conventional food loss

แต่จะเป็นไปได้เพียงใดที่ทุกคนทั่วโลกจะไม่ทานอาหารเหลือ กินผลไม้ในตู้เย็นให้หมดก่อนที่จะเน่าเสีย หรือแม่ค้าในตลาดจะขายอาหารได้ทุกชิ้นก่อนที่จะหมดอายุ เพื่อจะปิดช่องโหว่ดังกล่าว ดังนั้น การแก้ปัญหานี้คงจะใช้เวลาอีกหลายปีแม้ว่าการแก้ปัญหานี้เป็นเรื่องที่ไกลตัว ทว่า ประชาชนทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการลดปัญหาและความสูญเสียนี้ได้

แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่มีคำตอบที่เป็นรูปธรรมแน่ชัด แต่วิธีหนึ่งที่มีวิทยาศาสตร์รองรับคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของเรา อาจเป็นการพยายามลดอาหารเหลือทิ้งเพื่อลดขยะอาหาร ควบคู่ไปกับการเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นการประหยัดพลังงาน ลดอาหารที่ใช้ทรัพยากรพลังงานปริมาณมาก อาทิ อาหารที่ทำมาจากผลิตภัณฑ์สัตว์นั่นเอง

เพราะโลกการผลิตนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์กล่าวคือ ผลิตภัณฑ์อาหารชนิดใดมีผู้บริโภคน้อยลงก็จะส่งผลให้การผลิตลดลงไปด้วยเช่นกัน ดังนั้น การแก้ปัญหาการผลิตเริ่มต้นได้ด้วยการปรับเปลี่ยนการเลือกซื้ออาหารของเรา

– ผลกระทบที่การปศุสัตว์มีต่อภาวะโลกร้อน

ในปี 2020 Our World in Data ให้ข้อมูลว่า 18.4% ของการผลิตก๊าซมีเทน (ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจก) มาจากการเลี้ยงปศุสัตว์ ซึ่งมากกว่าปริมาณของก๊าซเรือนกระจกที่ผลิตจากการใช้พลังงานในอาคารขนาดใหญ่ ๆ (คือ 17.5%) เสียอีก

นอกจากนั้น การเลี้ยงสัตว์จำนวนมาก ๆ ทำให้เกิดการตัดไม้ถางป่าเพื่อปลูกหญ้าให้อยู่อาศัย ทำให้เปลืองที่ ตลอดจนต้องผลิตอาหารสัตว์ในปริมาณมาก ซึ่งใช้พลังงานสูง วัวแต่ละตัวจะมีกระบวนการ “หมักในลำไส้” หรือ enteric fermentation หมายถึงการผลิตก๊าซมีเทนในท้องของปศุสัตว์ก่อนถูกขับออกมาในรูปแบบของเรอหรือการผายลม

นักวิจัยพบว่ามีเทนที่ผลิตจากสัตว์เคี้ยวเอื้องรวมเป็น 5.8% ของก๊าซเรือนกระจกทั้งโลก นับว่าเนื้อวัวและเนื้อแกะมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ค่อนข้างสูง (ดูตาราง 1) การลดบริโภคเนื้อสัตว์เหล่านี้จะช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศเป็นอย่างมาก นอกไปจากนั้น เนื้อสัตว์ยังต้องผ่านกระบวนการการแปรรูปและขนส่ง หลังจากไปถึงร้านค้าก็ต้องใช้พลังงานเก็บรักษา เห็นได้ชัดว่าการผลิตเนื้อสัตว์เพื่อการบริโภคไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่าไรนัก

– การแก้ปัญหาโภชนาการโดยการดัดแปลงพฤติกรรมและจัดสรรทรัพยากร

World Food Programme ได้เปิดเผยว่า ยังมีประชากรประมาณ 805 ล้านคนที่ต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหารโภชนาการ

จากข้อมูลสหประชาชาติในปัจจุบัน โลกของเรามีประชากรประมาณ 8,000 ล้านคน คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 ล้านคน ภายใน 30 ปี แล้วเราจะต้องหาพื้นที่และพลังงานในการผลิตอาหารเพื่อให้เพียงพอกับประชากรปัจจุบันที่ยังขาดแคลนอาหารบวกด้วยประชากรอีก 2,000 ล้านคนที่จะเพิ่มขึ้นมาได้อย่างไร ?

คำตอบอยู่ที่ความสามารถในการผันเปลี่ยนไปสู่ความยั่งยืน หรือ “sustainable development” การลดการปล่อยก๊าซพิษสู่ชั้นบรรยากาศเพื่อเข้าสู่สภาวะ carbon neutral คือการที่ปริมาณคาร์บอนที่ถูกปลดปล่อยเท่ากับปริมาณที่ถูกดูดซับออกจากชั้นบรรยากาศ รวมถึงการบริหารจัดสรรพื้นที่ที่มีจำกัดบนโลกของเราให้ได้ใช้ประโยชน์ได้สูงสุดอย่างยืนยาว ผู้คนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมกับสุขภาพมากยิ่งขึ้น และหนึ่งในเทรนด์ที่กำลังมาแรงเป็นที่ประจักษ์ในทศวรรษที่ผ่านมา คือการรับประทานอาหารมังสวิรัติและอาหารเจ

แต่ละคนก็อาจจะมีเหตุผลที่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ทั้งเหตุผลทางศาสนา สุขภาพ สิ่งแวดล้อม การไม่เบียดเบียนสัตว์ และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่นักโภชนาการทั่วโลกเห็นพ้องกันว่า การรับประทานอาหารเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ ดังนี้

– ข้อดีต่อสุขภาพของการกินเจ มังสวิรัติ

1.ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ โรคความดัน โรคหลอดเลือดอุดตัน โรคอ้วน เนื่องจากปริมาณไขมันอิ่มตัวในผลิตภัณฑ์จากพืชมีปริมาณน้อย งานวิจัยโดยวิธีสังเกตหลายชิ้นมีข้อสรุปว่า การกินเจสามารถลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคความดันได้ถึง 75% และจากการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจได้ 42%

2.ช่วยในการขับถ่าย และอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งบางชนิด เนื่องจากปริมาณพลังงานที่ได้จากอาหาร 1 กรัมในผักผลไม้มีน้อยกว่าเนื้อสัตว์เป็นอย่างมาก ทำให้ผู้ทานเจและมังสวิรัติต้องบริโภคปริมาณผักผลไม้มากกว่าคนทั่วไป จะได้รับวิตามิน ไฟเบอร์ สารอาหารจากถั่ว และสารพฤกษเคมี (phytochemical) ที่สามารถปกป้องเซลล์ของเราจากการถูกทำลายได้ด้วย

3.ช่วยควบคุมน้ำหนักส่วนเกิน งานวิจัยในปี 2009 โดยทีมของวินสตัน เครก จากภาควิชาโภชนาการที่ Andrews University พบว่า คนกินเจมักจะมีค่าดัชนีมวลรวมของร่างกาย (BMI) ต่ำกว่าคนทั่วไป ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ก็ต่ำกว่าคนทั่วไปถึง 50-78%

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดตีพิมพ์บทความ “Reducing food’s environmental impacts through producers and consumers” ลงบน Science Magazine ในปี 2018 โดยมีข้อสรุปว่า การเลิกกินเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นม หรือการรับประทานอาหารเจ สามารถลดคาร์บอนฟุตพรินต์ของผู้บริโภคจากการบริโภคอาหารได้ถึง 73%

มาร์โค สปริงแมนน์ และทีมจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดยังพบว่า เศรษฐกิจโลกสามารถเหลือเงินจากการที่คนเปลี่ยนจากการบริโภคเนื้อสัตว์เป็นอาหารประเภทที่มาจากพืชตั้งแต่ 1 ล้านล้าน-31 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็น 0.4-13% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก (Global Gross Domestic Product หรือ Global GDP) ภายในปี 2050 อีกงานวิจัยตีพิมพ์บน Journal of Nutrition พบว่า รัฐบาลสหราชอาณาจักรจะประหยัดค่าดูแลรักษาสุขภาพของประชาชนไปได้ถึง 8,240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพียงแค่ 10% ของจำนวนประชากรหันมาเน้นการบริโภคผลิตภัณฑ์จากพืชในอีก 20 ปีข้างหน้า

แต่การกินเจ มังสวิรัตินั้นก็มีข้อควรระวัง เช่น การเพิ่มปริมาณการกินเพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน อีกทั้งยังมีโอกาสขาดวิตามินและโปรตีนบางชนิดที่มีเฉพาะในเนื้อสัตว์ เช่น วิตามิน B12 เป็นเหตุให้ผู้ทานมังสวิรัติอาจต้องหาวิตามินเสริมเพื่อทดแทนกรดอะมิโนจำเป็นที่ขาดไป

แต่สำหรับคนที่สนใจอยากช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม อยากช่วยลดการผลิตอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่ใช้พลังงานสูง แต่ยังไม่อยากตัดขาดจากเนื้อสัตว์ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้นไม่จำเป็นต้องเป็น all or nothing กล่าวคือ สามารถเดินทางสายกลางได้โดยการลดปริมาณเนื้อสัตว์ เพิ่มปริมาณพืชในการรับประทานอาหารแต่ละวันก็สามารถส่งผลบวกต่อสิ่งแวดล้อมได้ อีกทั้งยังได้ประโยชน์ทางสุขภาพโดยไม่จำเป็นต้องทานอาหารเสริมอีกด้วย

ถ้าดูตามการจัดลำดับโภชนาการเพื่อสุขภาพ (best diet overall) ของ US News จะพบว่ากลุ่มอาหารที่ดีต่อสุขภาพที่สุด คือ อาหารประเภท Mediterranean และ DASH (ย่อมาจาก Dietary Approaches to Stop Hypertension หรือการบริโภคอาหารเพื่อหลีกเลี่ยงอาการความดันสูง) ซึ่งเน้นอาหารโฮลเกรน น้ำมันมะกอก ผักผลไม้ เนื้อปลา โดยมีเนื้อสัตว์อื่น ๆ เป็นเพียงส่วนน้อยของแต่ละมื้อ เพราะการจัดสัดส่วนการบริโภคอาหารเช่นนี้จะทำให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน และหลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัวจากสัตว์ที่มีผลเพิ่มโอกาสในการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด

– เคล็ดลับของการลดเนื้อสัตว์ลดโลกร้อนอย่างไม่ทุกข์ทรมาน

1.ไม่ต้องบังคับตัวเองให้เลิกกินเนื้อสัตว์ แต่ลดเนื้อแดง ลดเนื้อแกะ หันไปบริโภคเนื้อปลาหรือไก่ ซึ่งมีไขมันและใช้ทรัพยากรการผลิตน้อยกว่า เพื่อไม่ให้ขาดวิตามิน B12

2.เน้นการเพิ่ม แทนการตัด สร้างสรรค์เมนูโปรดเดิม ๆ ด้วยวัตถุดิบใหม่ ๆ อาจเป็นการทดแทนเนื้อสัตว์ด้วยโปรตีนจากพืช เช่น ใช้เม็ดมะม่วงหิมพานต์ อัลมอนด์ หรือถั่วต่าง ๆ ทานร่วมกับสลัด แกง หรืออาหารที่ชอบอื่น ๆ

3.กินผักผลไม้หลากสีและหลากหลาย เพราะสีที่แตกต่างเป็นตัวบ่งชี้ถึงแร่ธาตุวิตามินที่หลากหลาย พยายามเปลี่ยนชนิดและเมนูไปตามวัน เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน และไม่จืดชืดจนเกินไป

4.เน้นอาหารโฮลเกรน ไม่ว่าจะเป็นธัญพืช ข้าวไม่ขัดสี ผักผลไม้สดไม่ปอกเปลือก (แต่ควรระวังยาฆ่าแมลง) เพื่อที่จะได้แร่ธาตุและอนุมูลอิสระที่มากกว่า จะทำให้อิ่มท้องนานกว่า ทำให้ไม่หิวระหว่างมื้อ

การที่ลดเนื้อสัตว์จะเป็นมิตรต่อโลกอย่างไร ? จากบทความในปี 2019 ของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ หากคนอเมริกันทั้งประเทศพร้อมใจกันลดการบริโภคเนื้อสัตว์เพียง 25% ก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศจะหายไป 82 ล้านตันต่อปี ลดลงมากกว่า 1% อีกทั้งยังจะเหลือพื้นที่คุณภาพดีอีก 93,000 ตารางกิโลเมตร ขนาดเท่ากับพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย

พื้นที่ดังกล่าวสามารถนำมาใช้ผลิตอาหารประเภทอื่น ๆ หรือใช้ฟื้นฟูผืนป่าเพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศ และกักเก็บในรูปแบบของคาร์บอนในดินจึงจะเป็นการช่วยเพิ่มการผลิตอาหารเลี้ยงดูประชากรโลก และบรรเทาสภาวะโลกร้อนไปพร้อม ๆ กัน

ทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มมาจากก้าวเล็ก ๆ ใครว่าการกระทำของคนตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ จำนวนชาวอเมริกันที่กินมังสวิรัติเพิ่มขึ้น 600% ในปี 2014-2018 การเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของคนคนหนึ่งอาจดูไม่ได้มีผลอะไรมาก แต่ถ้าเราสามารถลดการผลิตเนื้อสัตว์ลงอย่างต่อเนื่องและชักจูงสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น ๆ ใครจะไปรู้

ปัญหาแห่งเจเนอเรชั่นที่ทุกคนกำลังเกรงกลัว คือ ปัญหาภาวะเรือนกระจกและการถดถอยของสุขภาพ อาจบรรเทาโดยการปรับพฤติกรรมที่การกินนี่เอง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อาหาร โลกร้อน