‘ทรัมป์’ บริหารงานไม่ถึงปี ทำเอกอัครราชทูตมืออาชีพสหรัฐหาย 60%
ประธานสหภาพแรงงานด้านการทูตสหรัฐเผยข้อมูลชวนตกตะลึงว่า สหรัฐอเมริกาได้สูญเสียนักการทูตอาชีพระดับเอกอัครราชทูตมากถึง 60% นับตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เข้ามารับหน้าที่
น.ส.บาร์บารา สเตเฟอสัน ผู้บริหารสมาคมนักการทูตสหรัฐ ระบุว่า นักการทูตระดับเอกอัครราชทูตได้สูญหายไปในระดับที่ทำให้ปวดเศียรเวียนเกล้า ราวกับว่ามีกระบวนการฆ่าตัดคอนักการทูตระดับสูงของสหรัฐ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องอันตรายที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีผลกระทบที่เป็นรูปธรรม ซึ่งส่งผลต่อความสามารถของสหรัฐในการจัดการกับการกำหนดทิศทางของสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลก
สเตเฟอสันกล่าวว่า ศาสตร์และศิลป์ของการทูตจะต้องได้รับการปกป้องภายใต้รัฐบาลซึ่งแสดงให้เห็นว่าพยายามที่จะรื้อกระบวนการทำงานด้านการทูตเช่นนี้ ปัญหาดังกล่าวยังมีส่วนสำคัญจากการติดตัดสินใจของรัฐบาลที่จะลดจำนวนคนที่จะขึ้นมาทำหน้าที่ในตำแหน่งเอกอัครราชทูตลงกว่าครึ่งหนึ่ง ทั้งที่ศาสตร์และศิลป์ของนักการทูตไม่ใช่สิ่งที่จะพัฒนาหรือหาอะไรขึ้นมามาทดแทนได้ในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน
สเตเฟอสันระบุด้วยว่า แม้แต่สภาคองเกรสก็ยังคัดค้านการตัดลดจำนวนเจ้าหน้าที่ในกระทรวงต่างประเทศลง และไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ในการแสดงออกซึ่งการล่าถอยเช่นนี้
ก่อนหน้านี้เมื่อนายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน ขึ้นมารับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เขาได้ประกาศที่จะปรับโครงสร้างองค์กรและปฏิเสธว่าเกิดวิกฤตทางด้านบุคลากรซึ่งส่งผลกระทบกับการทำงานของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐตามที่มีข้อกล่าวหา
ทั้งนี้นับตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง ไม่ได้มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงทดแทนตำแหน่งที่ว่างลงในกระทรวงต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ขณะที่เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถามเกี่ยวกับตำแหน่งที่ว่างอยู่ในกระทรวงต่างประเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์ตอบเพียงว่า “ผมเป็นคนเดียวเท่านั้นที่มีความหมาย”
ที่มา มติชนออนไลน์