เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สายสีแดงดัน ‘รังสิต-ศาลายา’ ฮับ ‘นครปฐม’ ขึ้นแท่น ‘ทำเลทอง’
Real Estate สายสีแดงดัน ‘รังสิต-ศาลายา’ ฮับ ‘นครปฐม’ ขึ้นแท่น ‘ทำเลทอง’
ธปท.ยกระดับกำกับ Non-Bank ทั่วประเทศ 3,624 แห่งใช้ AI ตรวจสอบคิด“ดอกเบี้ย-ค่าฟี”ซ้ำซ้อน
Finance ธปท.ยกระดับกำกับ Non-Bank ทั่วประเทศ 3,624 แห่งใช้ AI ตรวจสอบคิด“ดอกเบี้ย-ค่าฟี”ซ้ำซ้อน
ไทยส่งออกผลไม้ไปจีน 7 เดือนกว่า 5.2 พันล้านดอลลาร์ พาณิชย์ เร่งต่อยอดตลาดใหม่
Economic ไทยส่งออกผลไม้ไปจีน 7 เดือนกว่า 5.2 พันล้านดอลลาร์ พาณิชย์ เร่งต่อยอดตลาดใหม่
วันต่อต้านคอร์รัปชัน 2569 ปลุกพลัง “โกงได้…แก้ได้”เปิดข้อมูล 89% ปัญหาโกงฉุดพัฒนาประเทศ
Economic วันต่อต้านคอร์รัปชัน 2569 ปลุกพลัง “โกงได้…แก้ได้”เปิดข้อมูล 89% ปัญหาโกงฉุดพัฒนาประเทศ
ทุเรียนขึ้นแท่นสินค้าใช้สิทธิ FTA สูงสุด ครึ่งปีแรกเกษตร-อาหารแตะ 1.31 หมื่นล้านดอลลาร์
Economic ทุเรียนขึ้นแท่นสินค้าใช้สิทธิ FTA สูงสุด ครึ่งปีแรกเกษตร-อาหารแตะ 1.31 หมื่นล้านดอลลาร์
DITP เปิดเกมเยอรมนี ดัน “เกมไทย-อาหารไทย” เจาะตลาดโลก
Economic DITP เปิดเกมเยอรมนี ดัน “เกมไทย-อาหารไทย” เจาะตลาดโลก
พาณิชย์พาศิลปินไทยบุก Kiaf SEOUL ดัน “ลิขสิทธิ์ศิลปะ” สู่สินทรัพย์โลก
Economic พาณิชย์พาศิลปินไทยบุก Kiaf SEOUL ดัน “ลิขสิทธิ์ศิลปะ” สู่สินทรัพย์โลก
‘อ.ธนาธร’ ชำแหละมายาคติ AI ชี้โจทย์ใหญ่ปฏิรูปราชการไม่ใช่ “แทนคน” แต่คือ “รีดีไซน์ระบบ”
Uncategorized ‘อ.ธนาธร’ ชำแหละมายาคติ AI ชี้โจทย์ใหญ่ปฏิรูปราชการไม่ใช่ “แทนคน” แต่คือ “รีดีไซน์ระบบ”
‘สามชาย’ ชำแหละแผนปฏิรูปข้าราชการ ชง 3 ยุทธศาสตร์ รื้อระบบจ้างงาน-เลิกลดคนแบบฉาบฉวย
Politics ‘สามชาย’ ชำแหละแผนปฏิรูปข้าราชการ ชง 3 ยุทธศาสตร์ รื้อระบบจ้างงาน-เลิกลดคนแบบฉาบฉวย
“อัทธ์” เสนอ 8 แนวทางคุมดาต้าเซ็นเตอร์ ห้ามแย่งไฟ-น้ำประชาชน
Economic “อัทธ์” เสนอ 8 แนวทางคุมดาต้าเซ็นเตอร์ ห้ามแย่งไฟ-น้ำประชาชน
ดูทั้งหมด

ค่าระวางเรือแพง สะเทือนถึงเกษตรกร

19 มิ.ย. 2564 | 17:35น.
ชั้น 5 ประชาชาติ
กษมา ประชาชาติ

ภาพรวมการส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกที่เติบโตเกือบ 5% เกินกว่าเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์วางไว้ 4% ส่งผลให้หลายฝ่ายเริ่มใจชื้นว่าการส่งออกจะมาเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่รายได้การท่องเที่ยว และการลงทุนจากต่างประเทศหดหายไป

โดยสินค้าที่ส่งออกได้ดี จะเป็นสินค้าที่เกี่ยวกับการทำงานและใช้ชีวิตอยู่บ้าน (work from home) เช่น พวกเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และสินค้าที่เกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อ และลดการแพร่ระบาด เช่น เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ รวมถึงถุงมือยาง และยังมีสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิต อย่างวัตถุดิบเม็ดพลาสติก แผงวงจรไฟฟ้า เหล็กกล้า

ซึ่งเป็นผลจากตลาดส่งออกเกือบทุกตลาดขยายตัวในระดับสูง หลังจากที่มีการปูพรมฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น ทำให้มีการฟื้นการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และมีการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ โดยตลาดที่เติบโต

แน่นอนว่าภาพรวมอัตราการส่งออกเติบโตทำให้ไทยเริ่มมีหวัง แต่เมื่อย้อนกลับไปถามผู้ส่งออกกลับยัง “หวั่นไหว” เพราะอัตราการส่งออกเติบโตสูงขึ้นก็จริง แต่ “ต้นทุนการผลิตเพื่อการส่งออก” ของผู้ประกอบการก็สูงขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน

โดยปัจจัยหลักที่พวกเขากังวลมาจากปัญหาค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 4-5 เท่า ซึ่งมีต้นตอมาจากช่วงโควิดปีก่อน ทำให้การส่งออกซบเซา การหมุนเวียนเรือในการค้าระหว่างประเทศน้อยกว่าปกติ ผู้ผลิตส่วนใหญ่ในเอเชียส่งของไปขายที่สหรัฐ หรือยุโรป แล้วเรือก็จะไปตกค้างที่ท่าเรือปลายทางนาน ๆ เพราะไม่มีสินค้าส่งคืนกลับมา

และพอมีเรือกลับมาแต่ละครั้ง ทั้งผู้ส่งออกไทย เวียดนาม จีน ก็ต้องแย่งชิงเรือกัน นั่นจึงผลักดันให้ราคาค่าระวางเรือสูงขึ้น ๆ จนปรอทแตก

ที่สำคัญ ความเดือดร้อนนี้จะกระทบมาก ๆ ในบางสินค้าที่มีราคาถูก นั่นคือ “สินค้าเกษตร” ต้องยอมจ่ายแพงขึ้น ๆ

จนถึงปัจจุบันหากเทียบต้นทุนค่าระวางเรือแล้วแพงกว่าค่าต้นทุนสินค้าของพวกเขา เรียกว่ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะส่งออกเพื่อรักษาลูกค้า ก็ต้องกลืนเลือดแบกรับต้นทุนค่าระวาง เช่น ตู้ขนาด 20 ฟุต เคยมีค่าระวางเพียง 3,000-4,000 เหรียญสหรัฐ ก็พุ่งขึ้นไปถึง 10,000 เหรียญสหรัฐ หารออกมาแล้วเฉลี่ยต้นทุนขนส่งตันละ 500 เหรียญสหรัฐในขณะที่พวกเขาสามารถขายข้าวได้เพียงตันละ 800 เหรียญสหรัฐ หรือ 24,000-25,000 บาท ซึ่งคิดทอนกลับมาเป็นต้นทุนการรับซื้อข้าวเปลือกจะเหลือแค่ 11,000-12,000 บาท หรือหากเทียบราคาข้าวเปลือกเป็นเงินดอลลาร์ ก็จะมีต้นทุน 300-400 เหรียญ ขาดทุนแน่นอน แต่ถ้าไม่ส่งออกก็เสียลูกค้า

คิดง่าย ๆ ทางออกสำหรับผู้ส่งออกทั่วไป ก็แค่ “ขึ้นราคา” แต่สำหรับสินค้าเกษตรและสินค้าอาหาร การปรับขึ้นราคาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสินค้ากลุ่มนี้แข่งขันด้วยราคา ถ้าเราขายแพง ลูกค้าก็หันไปซื้อจากคู่แข่งที่ขายถูกกว่า ทำให้ไทยก็เสียส่วนแบ่งตลาดในตลาดโลกที่รักษามานานเป็นสิบ ๆ ปี และในอนาคตหากลูกค้าติดใจข้าวคู่แข่ง ก็เปลี่ยนใจถาวรเลย อนาคตข้าวไทยก็เสร็จละทีนี้

หรือถ้าอย่างนั้นก็แก้ปัญหา ด้วยการ “ลดต้นทุน” นั่นหมายถึง การลดราคารับซื้อข้าวเปลือกลงไปอีก

หากเลือกใช้วิธีการนี้ ผู้ส่งออกอาจจะรอด แต่ “ชาวนาและโรงสี” ไม่รอด แถม “รัฐบาล” ต้องมาแบกรับภาระจ่ายชดเชยเพิ่มขึ้นอีก ลองคำนวณดูว่า หากรัฐบาลตั้งราคาประกันข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 15,000 บาท โรงสีซื้อในราคาตลาด ตันละ 12,000 บาท เพื่อให้ผู้ส่งออกไปขายได้ ตันละ 800 เหรียญสหรัฐ

จะเห็นว่าส่วนต่างระหว่างราคาประกันกับราคาตลาดอยู่ที่ตันละ 3,000 บาท นั่นแหละคือเงินที่รัฐบาลต้องจ่ายช่วยอุ้มเกษตรกร และหากไทยปลูกข้าวหอมมะลิปีละ 8 ล้านตัน จากปริมาณผลผลิตข้าวทุกชนิดรวม 29 ล้านตัน

เท่ากับว่ารัฐบาลก็ต้องเตรียมเงินไว้ชดเชยราคาข้าวหอมมะลิ 24,000 ล้านบาท เป็นอย่างน้อย

และหากราคาข้าวทุกชนิด 29 ล้านตัน มีส่วนต่างราคาอย่างนี้ “ก้อนเงินประกันรายได้” ที่รัฐบาลจะต้องเตรียมไว้มากเพียงใด

วันนี้รัฐต้องคิดข้ามชอตไปแล้วว่า จนถึงปลายปีซึ่งเป็นช่วงพีกของการส่งออก หากปัญหาตู้เรือยังไม่คลี่คลาย และผลกระทบลามไปถึงสินค้าเกษตรส่งออกชนิดอื่นจะแก้ไขกันอย่างไร

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ส่งออก