โควิดคลี่คลายวิกฤตเศรษฐกิจยืดเยื้อ
บทบรรณาธิการ
ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 22 ส.ค. 2564 ขั้นตอนต่อจากนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมวุฒิสภาก่อนประกาศบังคับใช้ วันที่ 1 ก.ย. ไม่ซ้ำรอย 2 ปีที่ผ่านมาที่ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฯออกมาล่าช้ากว่ากำหนด
ครั้งนี้ถ้าการดำเนินการเป็นไปตามกรอบระยะเวลา ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจสามารถเบิกจ่ายงบฯปี’65 ได้คล่องตัว ตั้งแต่วันเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ที่ใกล้จะมาถึง จะมีเม็ดเงินจากการจัดซื้อจัดจ้าง การลงทุนภาครัฐเข้าสู่ระบบ ช่วยพยุงเศรษฐกิจที่มีปัญหาโดยเฉพาะในช่วงที่การบริโภคการลงทุนภาคเอกชนยังไม่ฟื้น ต้องพึ่งพาการลงทุนรัฐและการส่งออก
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากวงเงินจากงบประมาณปี’64 ที่อยู่ระหว่างการเบิกจ่าย ก่อนสิ้นสุดปีงบประมาณวันที่ 30 ก.ย.นี้ วงเงินกู้ตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 วงเงิน 5 แสนล้านบาท บวกกับงบฯปี’65 ที่จะออกมาเพิ่มอีก 3.1 ล้านล้านบาท อย่างน้อยภาครัฐจะมีกระสุนมีเสบียงตุนรับมือความสุ่มเสี่ยงไม่แน่นอน
เพราะสถานการณ์ขณะนี้แม้รัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิทางการแพทย์ จะระบุว่าแนวโน้มการแพร่ระบาดของโควิด-19 ภายในประเทศเริ่มคลี่คลาย อัตราการติดเชื้อลดลง ขณะที่คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข เป็นประธานชี้ว่า สถานการณ์โควิดช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมาแนวโน้มดีขึ้น แต่ต้องไม่ประมาท
1 ใน 4 ประเด็นหลักที่คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติหยิบยกขึ้นหารือ การเตรียมการเปิดประเทศอย่างปลอดภัยภายใต้มาตรการควบคุมโรคแนวใหม่ (Smart Control and Living with COVID-19) เหมือนส่งสัญญาณให้ทุกฝ่ายเร่งปรับตัวสู่ระยะเปลี่ยนผ่านภาวะวิกฤต เพื่อควบคุมการระบาดของโควิดให้อยู่ในระดับที่สาธารณสุขรับไหว พร้อมเร่งฉีดวัคซีน เร่งตรวจเชิงรุก การให้ประชาชนตรวจเชื้อด้วยตนเอง
ช่วงรอยต่อความไม่แน่นอนสูง ภาคธุรกิจ ประชาชนได้รับผลกระทบต่อเนื่อง ปัญหาหนี้ รายได้ ยังวิกฤตรุนแรง ต้องอาศัยรัฐช่วยเหลือเยียวยา ไม่แปลกที่ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จะเสนอรัฐกู้เงินเพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาท อุดหลุมดำรายได้ที่ขาดหายไป 2.6 ล้านล้านบาท
แม้มีข่าวดีโควิดเริ่มคลี่คลาย ภาครัฐเตรียมขยับผ่อนกฎเข้ม แต่ทุกภาคส่วนยังต้องระมัดระวังตั้งการ์ดสูง เพราะเศรษฐกิจติดลบ คนตกงาน ธุรกิจรายได้หด ภาคท่องเที่ยวฟุบไม่ฟื้น เอสเอ็มอีหนี้ท่วม ฯลฯ ยังวิกฤตยืดเยื้อ เป็นโจทย์ใหญ่ต้องแก้อีกยาว