จับสัญญาณนโยบายการเงินกลับทิศในตลาดเกิดใหม่…”จำเป็นหรือจำใจ”
เลียบรั้วเลาะโลก ขวัญใจ เตชเสนสกุล EXIM BANK
การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve : Fed) และธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank : ECB) ในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลกอยู่ไม่น้อย เพราะถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 ที่ธนาคารกลางยักษ์ใหญ่ของโลกทั้ง 2 แห่ง
ได้ส่งสัญญาณชัดเจนที่จะเริ่มกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ผ่านการปรับลดวงเงินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (quantitative easing : QE) ในช่วงปลายปี 2564 และต้นปี 2565 ตามลำดับ นอกจากนี้ รายงาน Dot-Plot ของ Fed ยังสะท้อนว่าสหรัฐอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายภายในปี 2565 ซึ่งเร็วกว่าครั้งก่อนที่คาดว่าจะปรับขึ้นในปี 2566
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าก่อนหน้านี้มีธนาคารกลางของหลายประเทศได้นำร่องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปก่อน Fed และ ECB แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ฮังการี นอร์เวย์ ที่เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ต่อเนื่องหลังควบคุมโควิด-19 ได้ดี รวมถึงประเทศตลาดเกิดใหม่จำนวนไม่น้อยที่แม้จำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
แต่ก็ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเช่นกัน เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ที่ว่าตลาดเกิดใหม่เหล่านี้ซึ่งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจยังค่อนข้างเปราะบาง จะมีความพร้อมเพียงใดในการรับมือกับต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ จะขอแบ่งกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
– กลุ่ม “จำเป็น” ได้แก่ เม็กซิโก ชิลี รัสเซีย เปรู เป็นต้น ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีหลังมีการเปิดเมือง ทำให้ความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (pent-up demand) สะท้อนได้จาก GDP ไตรมาส 2 ปี 2564 ของประเทศเหล่านี้ที่ไม่เพียงขยายตัว double digits เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YOY) แต่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่องเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QOQ)
ปัจจัยดังกล่าวมีส่วนสำคัญที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อของประเทศเหล่านี้ขยับสูงขึ้น ทั้งนี้ การที่ตัวเลข GDP ขยับขึ้นสอดคล้องกับตัวเลขเงินเฟ้อ และนำไปสู่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายข้างต้น ถือได้ว่าเป็นไปตามกลไกปกติของการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อสกัดความร้อนแรงของเศรษฐกิจและรักษาเสถียรภาพด้านราคาที่ถือว่ามีความ “จำเป็น” ในระยะยาว
– กลุ่ม “จำใจ” ได้แก่ บราซิล โคลอมเบีย ยูเครน เป็นต้น ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวเปราะบาง สะท้อนได้จากตัวเลข GDP (QOQ) ไตรมาส 2 ของปี 2564 ที่ยังหดตัว สวนทางอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นในระดับ double digits
ทั้งนี้ อาจตั้งข้อสังเกตได้ว่าอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นในกลุ่มประเทศเหล่านี้ เป็นผลมาจากเงินเฟ้อด้านอุปทาน (cost-push inflation) ที่มีน้ำหนักมากกว่าเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ เนื่องจากปัญหา supply chain disruption และต้นทุนการผลิตที่ปรับเพิ่มขึ้น
ปัจจัยดังกล่าวทำให้ธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้ต้อง “จำใจ” ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ท่ามกลางความเสี่ยงที่อาจเกิดสภาวะ “stagflation” (เศรษฐกิจชะลอตัว อัตราว่างงานสูง เงินเฟ้อสูง)
สถานการณ์ดังกล่าวอาจยิ่งซ้ำเติมภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจผ่านต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น และกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและเสถียรภาพค่าเงินในระยะถัดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในประเทศตลาดเกิดใหม่ข้างต้นถือเป็นเหรียญสองด้านที่ผู้ส่งออกไทยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะจะส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อของคู่ค้าในประเทศดังกล่าว โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ “จำใจ” ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอย และจะกระทบต่อผู้ส่งออกไทยที่พึ่งพาตลาดดังกล่าว
ขณะที่ในส่วนของเศรษฐกิจไทยถือว่ายังโชคดีที่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ (อัตราเงินเฟ้อทั่วไป 9 เดือนแรกปี 2564 อยู่ที่ 0.8%) ทำให้สามารถดำเนินนโยบายการเงินเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยที่ยังไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเฟ้อมากเหมือนหลายประเทศข้างต้น
Disclaimer : คอลัมน์นี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความคิดเห็นของ EXIM BANK