เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้น แต่คนส่วนใหญ่ยังวิกฤต
บทบรรณาธิการ
ปี 2565 ถือเป็นปีที่ 3 ของโลกที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์โรคระบาดของโควิด-19 เป็นความท้าทายของทุกภาคส่วนที่จะต้องเรียนรู้การอยู่ร่วมกับโควิด-19 แบบไม่รู้จบ สิ่งสำคัญคือการปรับตัวเพื่อที่จะอยู่รอดในโลกที่ไม่เหมือนเดิม
ขณะที่โจทย์ท้าทายปีนี้ที่หลายคนบอกว่าเป็น “ปีเสือลำบาก” เพราะเศรษฐกิจไทยต้องเผชิญแรงกดดันมากขึ้นหลังจากเครื่องยนต์เศรษฐกิจอย่าง “ท่องเที่ยว” ที่เคยมีสัดส่วน 12% ของจีดีพียังไม่สามารถจุดติดได้เพราะอิทธิฤทธิ์ไวรัสกลายพันธุ์ไม่สิ้นสุด
และโรคระบาด 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนและธุรกิจเอสเอ็มอีจำนวนมากได้รับผลกระทบด้านรายได้ และยังต้อง “แบกหนี้” เพิ่มขึ้น ขณะที่โลกกำลังมีสัญญาณทิศทาง “ดอกเบี้ยขาขึ้น” นั่นหมายถึงภาระหนี้สินของประชาชนและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะเพิ่มมากขึ้นไปด้วย ทั้งที่รายได้ยังไม่กลับมาเหมือนเดิม หรืออีกจำนวนมากยังตกงาน
ตามมาด้วยโจทย์ “เงินเฟ้อ” ที่พุ่งสูงขึ้นกำลังเป็นประเด็นใหญ่ของทั้งโลก เพราะด้วยราคาพลังงานและปัญหาซัพพลายที่ทำให้ต้นทุนสินค้าและบริการสูงขึ้น ขณะที่การจ้างงานและรายได้ยังไม่ได้กลับมาที่เดิม แต่ค่าครองชีพที่สูงขึ้นทั้งราคาอาหาร ต้นทุนการเดินทาง ขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นจะยิ่งซ้ำเติมประชาชน และแน่นอนว่าจะเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจ
ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา ธปท.คาดการณ์เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 0.9% ในปี 2564 และจะขยายตัวต่อเนื่องในปี 2565 และ 2566 ที่ระดับ 3.4% และ 4.7% ตามลำดับ แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะอยู่ในโหมดการฟื้นตัว แต่ก็เป็นการฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่น ซึ่งกว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับไปที่เดิมก่อนโควิดได้คือปี 2566 และยังไม่รู้ว่าจะไปต่ออย่างไร เพราะรัฐบาลยังแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยมาตรการ “เยียวยา-ฟื้นฟู” ให้กลับมาที่เดิม ส่วนจะเดินไปข้างหน้าระยะยาวแบบไหนยังไม่เห็น
ปัญหาสำคัญที่เด่นชัดมากขึ้นก็คือ เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบตัว K ที่คนทั้งประเทศไม่ได้ฟื้นไปด้วยกัน แต่เป็นภาพเศรษฐกิจแยกเป็น 2 กลุ่ม สะท้อน “ความเหลื่อมล้ำ” รุนแรงมากขึ้นคือกลุ่มคนที่มีรายได้เพิ่มขึ้น มั่งคั่งมากขึ้นจากโอกาสในวิกฤต โดยเฉพาะธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่ยังสะสมความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นจากตลาดทุนกับผู้ประกอบการรายย่อย และคนตัวเล็กจำนวนมากที่รายได้ลดลงจนถึงไม่มีงานทำ
ทุกวันนี้รัฐบาลและนักการเมืองโฆษณาประชาสัมพันธ์โครงการช่วยเหลือประชาชนทุกวัน แจกของขวัญปีใหม่มากมาย ดูเหมือนเป็นแค่การโปรยเงินเพื่อเยียวยา ประคองสถานการณ์ไปเรื่อย ๆ แต่ยังไม่เห็นยุทธศาสตร์หรือแผนการซ่อมสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้ประชาชนคนชั้นกลาง-ล่างให้เกิดความเท่าเทียมอย่างไร