เงินเฟ้อทะยาน KKP ชี้ไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะ “Stagflation” จับตาผลกระทบด้านแรงงาน
น้ำมัน เงินเฟ้อ
KKP Research วิเคราะห์เงินเฟ้อโลก-เงินเฟ้อไทย ประเมินเงินเฟ้อไทยส่อสูงกว่าคาด-สูงสุดรอบ 11 ปี ชี้บางเดือนอาจแตะ 4% ขณะที่เศรษฐกิจฟื้นช้า ท้าทายการดำเนินนโยบายของ ธปท. มองไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะ “Stagflation” แล้ว จับตาผลกระทบด้านแรงงานเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทร คาดว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยปีนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ประเมินไว้ โดยปรับประมาณการตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ยปี 2022 เป็น 2.3% ซึ่งเกิดจาก 3 เหตุผลหลัก คือ
1) ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นผลจากการกลับมาเปิดเมืองและความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์
2) ราคาอาหาร ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาสุกรจากปัญหาโรคระบาดในประเทศ
และ 3) ฐานของราคาค่าน้ำและค่าไฟที่อยู่ในระดับต่ำในปี 2021 ตามการสนับสนุนของมาตรการรัฐ
โดยแม้ว่าเงินเฟ้อไทยในภาพรวมยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก แต่ราคาอาหารและพลังงานที่สูงขึ้นมีแนวโน้มกระทบกับกลุ่มคนรายได้น้อยมากกว่า เนื่องจากคนรายได้น้อยมีสัดส่วนการใช้จ่ายในสินค้าจำเป็นสูงกว่า ในขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กที่ส่งผ่านราคาไม่ได้ จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น
จับตาเงินเฟ้อโลกและไทย
ทั้งนี้ เงินเฟ้อไทยที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เป็นผลมาจากราคาอาหารและพลังงานเป็นหลัก ในขณะที่ราคาสินค้าอื่น ๆ ยังอยู่ในระดับต่ำ ต่างจากเงินเฟ้อในสหรัฐและประเทศเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ ของโลกที่ราคาสินค้าสูงขึ้นในเกือบทุกกลุ่ม โดย KKP Research ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้าทำให้เงินเฟ้อไทยไม่เจอกับแรงกดดันด้านอุปสงค์และน่าจะชะลอตัวลงตามราคาอาหารและพลังงาน
อย่างไรก็ดี สำหรับปี 2022 ยังต้องติดตามความเสี่ยงของเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย คือ ราคาอาหารและพลังงานที่สูงยืดเยื้อ, ตลาดแรงงานที่อาจเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานหลังการเปิดเมือง เงินเฟ้อโลกที่อาจสูงเกินกว่าคาด และอัตราดอกเบี้ยโลก ที่ปรับตัวสูงขึ้นเร็วกว่าที่คาด ซึ่งจะเพิ่มความท้าทายต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ไม่สามารถปรับดอกเบี้ยขึ้นได้เร็วในภาวะที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว
ความเสี่ยงใหญ่ของเศรษฐกิจปี 2022
KKP Research วิเคราะห์ถึงสถานการณ์เงินเฟ้อในช่วงที่ผ่านมา เป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในแวดวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ระดับโลก โดยเฉพาะการถกเถียงกันว่าเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจะเป็นเงินเฟ้อแบบชั่วคราวหรือถาวร อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาตัวเลขเงินเฟ้อยังคงเร่งตัวขึ้นต่อเนื่องและแตะระดับ 7% ในสหรัฐ ส่งผลให้นักเศรษฐศาสตร์หลายคนรวมทั้งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มออกมายอมรับมากขึ้นว่าเงินเฟ้อรอบนี้อาจสูงขึ้นรุนแรงและยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ และยังมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นกว่าเดิม
ล่าสุด Bank of America มีการปรับประมาณการตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐสูงขึ้น ปรับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจลง และคาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยถึง 7 ครั้ง เพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อในปีนี้ การปรับประมาณการดังกล่าวเข้าใกล้กับสถานการณ์ที่นักเศรษฐศาสตร์กังวล ที่เรียกว่า Stagflation มากขึ้นเรื่อย ๆ
สำหรับประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นและมีความเสี่ยงที่จะสูงขึ้นได้อีกจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น (1) ราคาพลังงานที่มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยได้รับอานิสงส์จากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ในรัสเซียและยูเครน
(2) แรงกดดันจากราคาสุกรที่พุ่งสูงขึ้นไปแล้วกว่า 40% จากปัญหาโรคระบาด ASF ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อและกระทบปริมาณอุปทานสุกร (3) ความเสี่ยงจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่อาจเพิ่มแรงกดดันให้ค่าแรงได้ในระยะสั้นจากปัจจัยทั้งหมด
ปรับประมาณการเงินเฟ้อไทยปี 2022 คาดปรับเพิ่มขึ้นเกินกรอบเป้าหมาย ธปท.
โดยที่เงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นไปแตะที่ระดับ 2.3% แต่ยังมีความเสี่ยงที่จะสูงขึ้นแตะระดับ 3% หากปัญหาด้านราคาไม่คลี่คลายภายในครึ่งปีแรก คำถามสำคัญคือ เงินเฟ้อของประเทศไทยในช่วงหลังจากนี้จะมีทิศทางเป็นอย่างไร มีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหนที่เศรษฐกิจไทยจะโดนกระทบจากเงินเฟ้อ คนกลุ่มไหนที่จะได้และเสียประโยชน์ ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาในกรณีเลวร้ายคืออะไรบ้าง ?
คาดการณ์เงินเฟ้อแตะ 3.5% ในไตรมาส 1 สูงสุดในรอบ 11 ปี
KKP Research ประเมินว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยในไตรมาสแรกของปี อาจปรับตัวสูงขึ้น 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และอาจสูงเกินกว่า 4% ในบางเดือน โดยเกิดจากสาเหตุหลัก 3 อย่าง คือ
1) ราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จากทั้งปัจจัยด้านอุปสงค์ที่ฟื้นตัว การลดการลงทุนด้านพลังงานจากความกังวลเรื่องโลกร้อน และปัญหาความชัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก โดย KKP Research ประเมินว่าราคาน้ำมันมีโอกาสพุ่งสูงขึ้นเกิน 100 เหรียญต่อบาร์เรลในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ ซึ่งในกรณีดังกล่าวจะส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศทั้งเบนซินและดีเซลอาจปรับตัวสูงขึ้นได้มาก
2) ราคาเนื้อหมูปรับตัวสูงขึ้นมากและอาจส่งผ่านไปสู่ราคาอาหารชนิดอื่น ๆ ปัจจุบันราคาขายปลีกหมูปรับตัวสูงขึ้นไปแล้วมากกว่า 40% และจะส่งผลสำคัญต่ออัตราเงินเฟ้อในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ ราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นจะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นเฉลี่ยเดือนละประมาณ 1% โดยอัตราเงินเฟ้ออาจสูงขึ้นแตะระดับ 4% ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และ มีนาคมจากที่เคยคาดการณ์ไว้เดิม แต่คาดว่าแรงกดดันเงินเฟ้อน่าจะค่อย ๆ ปรับลดลงในช่วงปลายปี อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญคือ ราคาหมูมีแนวโน้มสูงยืดเยื้อไปจนถึงปลายปี ซึ่งมีสาเหตุสำคัญจากโรคระบาดที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ และการเลี้ยงหมูใหม่เพื่อนำมาขายต้องใช้ระยะเวลานานถึง 8-9 เดือน
ในขณะที่การนำเข้าหมูที่ทำได้ยาก เพราะมาตรฐานทางการค้าที่แตกต่างกัน KKP Research ประเมินว่าในกรณีเลวร้ายที่ราคาหมูยังเร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง อาจส่งผลให้ราคาอาหารอื่น ๆ เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วยและอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี อาจปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 3% ได้
3) มาตรการรัฐในการช่วยเหลือค่าน้ำค่าไฟปี 2021 ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม และ พฤษภาคม-สิงหาคม ทำให้ฐานของราคาในปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำ โดยค่าสาธารณูปโภคลดลงไปประมาณ 20% ในเดือนที่มีการช่วยเหลือ เมื่อมาตรการช่วยเหลือค่าสาธารณูปโภคหมดลงในปีนี้ จะส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นมากโดยกลับเข้าสู่ระดับปกติ
เงินเฟ้อสูงกระทบใคร ?
อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นในรอบปัจจุบัน อาจส่งผลกระทบใน 2 มิติ KKP Research ประเมินว่าคนรายได้น้อยและธุรกิจขนาดเล็กจะมีแนวโน้มเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบมากกว่า มีรายละเอียดคือ 1) ตะกร้าสินค้าที่แตกต่างกันของคนรายได้สูงและคนรายได้น้อยมีแนวโน้มทำให้ราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นกระทบคนรายได้ต่ำมากกว่า
เมื่อพิจารณาตะกร้าสินค้าของคนในแต่ละระดับรายได้ กลุ่มคนรายได้น้อยมักจะมีสัดส่วนการบริโภคในกลุ่มสินค้าจำเป็นเกือบทั้งหมดของเงิน ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ ค่าอาหาร และพลังงาน ในขณะที่กลุ่มคนรายได้สูงจะใช้จ่ายไปกับค่าอาหารในสัดส่วนที่ต่ำกว่า เนื่องจากมีการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยและบริการอื่น ๆ ด้วย
โดยหากแบ่งครัวเรือนออกเป็น 5 กลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยที่สุดมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายในอาหารและเครื่องดื่มประมาณ 49% มากกว่าครัวเรือนรายได้สูงที่สุดที่ 31% ราคาอาหารที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้จึงมีแนวโน้มส่งผลกระทบแรงกว่ากับคนมีรายได้น้อย นอกจากนี้ ราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นยังมีแนวโน้มเป็นราคาอาหารสดในตลาดและอาหารตามสั่งริมทาง ในขณะที่ราคาอาหารในห้างสรรพสินค้าไม่เพิ่มขึ้นมากตอกย้ำปัญหาผลกระทบที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มสินค้า
2) ธุรกิจหลายแห่งโดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น แต่ส่งผ่านราคาไม่ได้ เมื่อพิจารณาการเติบโตของดัชนีราคาผู้ผลิตและดัชนีราคาผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมาจะพบว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่ามาก สะท้อนความสามารถในการส่งผ่านราคาที่ทำได้น้อยในภาวะที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว โดยกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีอำนาจตลาดไม่มากมีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากกว่า
เงินเฟ้อไทยน่ากลัวไหมเมื่อเทียบกับโลก ?
แน่นอนว่าเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวได้ช้าประกอบกับเงินเฟ้อโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผ่านมาถึงไทยสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและประชาชนหลายกลุ่ม และเรียกว่าไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะ Stagflation แล้ว แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อรวมที่รายงานอาจจะยังไม่ได้แสดงถึงเงินเฟ้อที่รุนแรงมากนัก
สิ่งที่ต้องจับตามองต่อไปหลังจากนี้และเป็นสถานการณ์ที่นักเศรษฐศาสตร์กังวลมากที่สุด คือ การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อแบบคุมไม่อยู่ (Runaway inflation) ที่อาจได้เกิดจากการที่แรงงานและผู้ประกอบการเริ่มมีการคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้น และเริ่มปรับราคาค่าเช่าและค่าแรงงานสูงขึ้นตามการคาดการณ์เงินเฟ้อ ซึ่งมีความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในระดับโลกหลังจากตัวเลขเงินเฟ้อทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย KKP Research ประเมินว่าในภาพรวมความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อไทยจะสูงขึ้นแบบควบคุมไม่ได้ยังมีน้อยเมื่อเปรียบเทียบตัวเลขการประมาณการเงินเฟ้อของไทยกับประเทศพัฒนาแล้วจะพบว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำกว่า และการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อยังกระจุกตัวอยู่ในฝั่งต้นทุน โดยเฉพาะราคาพลังงานและอาหารเท่านั้น โดยราคาสินค้าอื่น ๆ ยังแทบไม่ปรับตัวสูงขึ้นเลย
ซึ่งสาเหตุสำคัญเกิดจากเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวได้ช้าและยังต่ำกว่าระดับศักยภาพค่อนข้างมาก ทำให้เงินเฟ้อไม่มีปัจจัยกดดันเงินเฟ้อทางด้านอุปสงค์ ต่างจากเงินเฟ้อในสหรัฐที่เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวได้เร็วเมื่อนับรวมกับปัญหาการขาดแคลนอุปทาน จึงส่งผลให้ราคาสินค้ามีการปรับตัวสูงขึ้นในแทบทุกกลุ่ม
ทั้งหมดทำให้ในภาพรวม KKP Research ประเมินว่าเงินเฟ้อไทยในปี 2022 จะอยู่ในระดับสูงในช่วงต้นปีก่อนจะค่อย ๆ ปรับตัวลงตามราคาพลังงานโลกที่คาดว่าจะปรับตัวลดลงปลายปี
ความเสี่ยงของเงินเฟ้อยืดเยื้อในไทย
แม้ว่าความเสี่ยง ที่ของเงินเฟ้อแบบยืดเยื้อ (persistent inflation) สำหรับกรณีของประเทศไทยจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด โดย KKP Research คาดว่าเงินเฟ้อไทยอาจสูงขึ้นต่อเนื่องจากปัจจัยอื่น ๆ ได้ อีกต่างที่น่ากังวลใน 2 ประเด็น คือ
1) การตึงตัวของตลาดแรงงานจากภาวะขาดแคลนแรงงาน ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เพราะจำนวนแรงงานของไทยที่ลดลงต่อเนื่องอยู่แล้วจากปัญหาสังคมสูงอายุ การย้ายกลับประเทศของแรงงานต่างด้าวในช่วงโควิด และการเร่งกลับมาเปิดเมืองในปีนี้ที่อาจทำให้ความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นแบบรวดเร็ว
ในขณะที่อุปทานของแรงงานอาจไม่สามารถกลับมาได้เร็วเท่า จะสร้างแรงกดดันสำคัญต่อค่าแรงและอัตราเงินเฟ้อเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในหลายประเทศ นอกจากนี้ เมื่อการท่องเที่ยวเริ่มกลับมาอีกครั้ง อาจมีความต้องการแรงงานเพิ่มสูงขึ้น แรงงานที่ออกจากภาคบริการและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ไปยังพื้นที่และธุรกิจอื่น ๆ อาจถูกดึงกลับ ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน และแรงกดดันต่อค่าจ้างแรงงานได้
2) เงินเฟ้อโลกและราคาพลังงานที่สูงขึ้นมากกว่าที่คาด อาจส่งผลให้การคาดการณ์เงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น เมื่อย้อนดูความสัมพันธ์ระหว่างเงินเฟ้อไทยและโลกในอดีต จะพบว่ามีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันมาตลอด ซึ่งไม่น่าแปลกใจนักในฐานะที่ประเทศเป็นประเทศเล็กและเปิด แม้ว่าในปัจจุบันเศรษฐกิจไทยจะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่หากอัตราเงินเฟ้อโลกสูงขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้นทุนราคาสินค้าในไทยสูงขึ้นตามไปด้วยได้ โดยการบริโภคเฉลี่ยของครัวเรือนจะมีการบริโภคสินค้านำเข้าประมาณ 20% ของมูลค่าทั้งหมด
จับตาเงินเฟ้อสหรัฐความเสี่ยงเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก
เงินเฟ้อในสหรัฐกำลังสูงขึ้นแบบกว้างขวาง สำหรับเศรษฐกิจโลกเงินเฟ้อสหรัฐอเมริกาอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงรอบใหม่ ในวันนี้ตลาดยังคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อที่สูงจะเริ่มลดแรงกดดันลงในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้
แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น ความท้าทายของเฟดที่จะต้องเจอในช่วงหลังจากนี้ คือ การกลับมาทำนโยบายการเงินแบบตึงตัวที่มีความเสี่ยงในสองทาง คือ การทำนโยบายการเงินที่ตึงตัวมากเกินไป หรือขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมากและนำเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยในอีกทางหนึ่งคือ การดำเนินนโยบายการเงินที่น้อยเกินไป หรือขึ้นดอกเบี้ยน้อยเกินไป จะสร้างความเสี่ยงให้เงินเฟ้อสูงขึ้นต่อเนื่องไม่หยุดและทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยได้เช่นกัน
เมื่อย้อนดูเหตุการณ์ในช่วงเวลาที่เกิดเงินเฟ้อขึ้นพร้อมกับการขึ้นดอกเบี้ย แทบไม่มีเหตุการณ์ครั้งไหนเลยที่เศรษฐกิจโลกจะหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ภาวะถดถอยได้ KKP Research ประเมินว่าระดับราคาของสินทรัพย์เสี่ยงและระดับหนี้ต่อ GDP ที่อยู่ในระดับสูงมาก จะเป็น 2 ปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจจากการขึ้นดอกเบี้ยในรอบนี้ และต้องจับตาดูเศรษฐกิจสหรัฐในปี 2023 ที่อาจชะลอตัวลงหรือเข้าสู่ภาวะถดถอยได้
ในฝั่งของ ธปท.ยังมีแนวโน้มให้น้ำหนักการดำเนินนโยบายกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพระบบการเงินมากกว่า KKP Research ประเมินว่าแม้ดอกเบี้ยสหรัฐจะปรับสูงขึ้นเร็วกว่าคาดแต่ ธปท. จะต้องรอให้ตัวเลขเศรษฐกิจฟื้นตัวชัดเจนและปรับดอกเบี้ยขึ้นได้อย่างเร็วในไตรมาส 4 ปีนี้ เมื่อการท่องเที่ยวจากต่างประเทศเข้าสู่ภาวะปกติ
ทั้งนี้ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยจากการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก จะเกิดขึ้นใน 2 มิติ คือ
1) ค่าเงินบาทมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่นักท่องเที่ยวยังไม่สามารถกลับเข้ามาได้ KKP Research ประเมินว่าตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะยังคงติดลบตลอด 3 ไตรมาส ก่อนจะกลับมาเป็นบวกในไตรมาส 4 จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่จะเพิ่มสูงขึ้นจากการปรับขั้นดอกเบี้ยของสหรัฐ ในขณะที่นโยบายการเงินไทยยังไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ อาจกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงแรงกว่าที่ตลาดคาดในช่วงครึ่งปีแรก และต้องจับตาดูนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเป็นปัจจัยที่ทำให้บาทกลับมาแข็งค่าอีกครั้ง
2) อัตราดอกเบี้ยระยะยาวมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามดอกเบี้ยสหรัฐ จากทิศทางอัตราดอกเบี้ยระยะยาวของไทยที่เคลื่อนไหวสอดคล้องกับดอกเบี้ยสหรัฐมาโดยตลอด ทำให้เราจะเห็นดอกเบี้ยระยะยาวที่ปรับตัวสูงขึ้นในปีนี้ และอาจสร้างความเสี่ยงต่อความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจบางกลุ่มที่ยังไม่กลับมาฟื้นตัวเต็มที่ได้เมื่อเงินเฟ้อโลกและไทยอยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลานาน
ปี 2022 จึงเป็นหนึ่งในปีที่เศรษฐกิจเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงมหาศาลจากเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัวสูงขึ้นและส่งผลให้ตลาดการเงินมีความผันผวนสูง การคาดการณ์เศรษฐกิจโลกและไทยในช่วง 1-3 ปีหลังจากนี้จึงทำได้ยาก และต้องประเมินความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอาจโตต่ำกว่าคาดหรือเข้าสู่ภาวะถดถอยได้เพื่อเตรียมรับมือไว้ด้วยเสมอ