ดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบแคบ จับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ
ดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบแคบ จับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ ขณะที่กนง. ประเมินเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ต่อเนื่องจากการส่งออก คาดการระบาดของโอมิครอนสร้างแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุขในวงจำกัด
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (10/2) ที่ระดับ 32.71/73 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (9/2) ที่ระดับ 32.78/80 บาท
โดยค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่ามากสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2564 เนื่องจากกระแสเงินทุนไหลเข้าในตลาดหุ้นและพันธบัตร ขานรับมุมมองเชิงบวกในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวหลังจากรัฐบาลได้กลับมาเปิดประเทศและยุติการล็อกดาวน์
ในขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง อานิสงส์จากการส่งออกสินค้าที่ปรับสูงขึ้น และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นจากการผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการเดินทางที่เร็วกว่าคาด แถลงการณ์ระบุว่าการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ Omicron คาดว่าจะสร้างแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุขในวงจำกัด
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังคงเปราะบางและมีความแตกต่างกันอยู่ในด้านราคาสินค้า ซึ่งอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2565 มีแนวโน้มสูงกว่าที่ประเมินไว้และอาจสูงกว่ากรอบเป้าหมายในช่วงแรกของปี
สำหรับปัจจัยในต่างประเทศ นักลงทุนจับตากระทรวงแรงงานสหรัฐซึ่งมีกำหนดเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนมกราคมในวันนี้ (10/2) ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี CPI จะพุ่งขึ้น 7.2% ในเดือน ม.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี หรือนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2525
ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในเดือน มี.ค. หลังจากที่เปิดเผยตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งกว่าคาดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ทั้งนี้ Fed Watch Tool ของ Group ได้บ่งชี้ว่านักลงทุนให้น้ำหนัก 23% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในเดือน มี.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนักเพียง 10% ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.60-32.76 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.60/62 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้านี้ (10/2) ที่ระดับ 1.1417/19 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (9/2) ที่ระดับ 1.1426/28 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรยังเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ
และล่าสุดได้แรงหนุนเพิ่มเติม หลังจากสำนักงานสถิติของเยอรมนีระบุ ยอดส่งออกของเยอรมนีในเดือน ธ.ค. 2564 ปรับตัวขึ้น 0.9% เมื่อปรับค่าตามฤดูกาลแล้ว มาอยู่ที่ 1.17 แสนล้านยูโร (1.3358 แสนล้านดอลลาร์) สวนทางกับนักเศรษฐศาสตร์ที่คาดไว้ว่าจะลดลง 0.2%
ส่วนยอดนำเข้าพุ่งขึ้น 4.7% มาอยู่ที่ 1.1 แสนล้านยูโร ผิดไปจากที่คาดโดยเฉลี่ยว่าจะลดลง 1.5% โดยจากตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาด้าน Supply Chain ทยอยคลี่คลายลง ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1417-1.1445 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1443/44 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (10/2) ที่ระดับ 115.51/53 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (9/2) ที่ระดับ 115.34/36 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง หลังมีความกังวลอย่างต่อเนื่องถึงความแตกต่างในการดำเนินนโยบายการเงินระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่น โดยทางโกลด์แมน แซกส์ ได้ประกาศปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี สู่ระดับ 2.25% ภายในปลายปีนี้และคาดว่าจะแตะระดับ 2.45% ในปลายปี 2566
โดยหากการคาดการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงจะทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรที่ออกโดยสองประเทศจะแตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินเยนมีความสนใจน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 115.48-115.86 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 115.78/80 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือน ม.ค.ของสหรัฐ (10/2), ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของสหรัฐ (10/2), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐ (10/2), ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (11/2)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ +0.65/+0.75 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -2.5/-1.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ