เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

“สมคิด” ดัน “อินคลูซีฟ โกรท” สั่งชี้เป้ากระตุ้นรายได้ชุมชน

17 ธ.ค. 2560 | 21:00น.

เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เป็นประธานนั่งหัวโต๊ะมอบนโยบายแก่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมีหน่วยงานต่าง ๆ เข้ารับฟังและแสดงความเห็น อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สายการบิน รวมถึงหน่วยงานในกระทรวงคมนาคม เช่น กรมทางหลวงชนบท และการรถไฟแห่งประเทศไทย

“สมคิด” ย้ำในที่ประชุมว่า การท่องเที่ยวนั้นสำคัญมาก เหมือนร่มใบใหญ่ ดึงอุตสาหกรรมต่าง ๆ ให้โตตาม เมื่อดูรายได้ด้านท่องเที่ยวซึ่งครองสัดส่วน 20% ของจีดีพี มันไม่ได้น้อยเลย พอบ้านเมืองเราสงบ ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติก็สะท้อนออกมาดีที่ 34 ล้านคน

“แน่นอนว่าต้องขยายให้มากขึ้นไปเรื่อย ๆ ให้มันออกดอกออกผลไปสู่ทุกคนทุกภาคส่วน เป็น “อินคลูซีฟ โกรท” (Inclusive Growth) จริง ๆ ข้อนี้สำคัญมาก เราไม่สามารถบริหารแบบที่ผ่าน ๆ มาได้ จึงอยากหาทางลัดช่วยให้เกิดเร็วขึ้น ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่กระทรวงท่องเที่ยวฯและ ททท.จะทำได้เพียงลำพัง ในฐานะที่ผมดูแลหลายกระทรวง จะพยายามให้เกิดการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

หลังจากตลอดปีนี้ได้เริ่มวางโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ปี 2561 ถือเป็นปีที่สำคัญมาก ในช่วง 2 สัปดาห์ที่เหลืออยู่ ผมจะสะสางสิ่งที่เหลืออยู่ อย่างรถไฟไทย-จีน ตอกเสาแน่นอนในสัปดาห์นี้ ด้านเมกะโปรเจ็กต์รางคู่ ตัวนี้จะดันให้ได้ เพราะเป็นโครงการสำคัญสุดในด้านเศรษฐกิจ เข้า ครม.ในวันที่ 19 ธันวาคมนี้ ถ้าไม่มีอะไรขัดข้อง ผมเองก็อยากเห็นรถไฟเป็นตัวนำการท่องเที่ยวด้วย”

ด้านความร่วมมือระหว่าง “การบินไทย” กับ “แอร์บัส” ได้ลงนามในสัญญาความร่วมมือเพื่อประเมินโอกาสทางธุรกิจของโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ต้องจำไว้เลยว่า ไม่ใช่แค่แอร์บัสหรือการบินไทย ทุกสายการบินที่มีศักยภาพ เราต้องการดึงมาสร้าง “ศูนย์กลางทางการบิน” ตรงนี้ให้ได้ ด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามามากขนาดนี้ ไม่มีประเทศไหนเหมาะไปกว่าไทย อย่าง “ลุฟท์ฮันซ่า” ก็มาจีบแล้ว ส่วน “แอร์เอเชีย” นี่ก็จีบนานแล้ว ถ้าเราดึงสายการบินที่มีขนาดฝูงบินใหญ่มาได้ อันนี้จะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก ทุกคนมีโอกาสมาร่วมด้วยทั้งสิ้น

“เราถือว่าปีนี้เป็นปีที่เราได้ดึงตัวเองขึ้นมา และปรับฐานเพื่อสร้างอนาคต โดยปี 2561 ผมมั่นใจว่าเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยจะเทกออฟจริง ๆ มุ่งยกระดับฐานรากให้แข็งแรงขึ้นมา”

หลังได้อ่านรายงานของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ล่าสุดซึ่งระบุว่า ปาฏิหาริย์กำลังจะเกิดที่เอเชียฝั่งตะวันออก และหนึ่งในประเทศที่ไปได้ดีที่สุดคือไทย อันดับของไทยกับมาเลเซียนั้นเริ่มใกล้กันแล้ว แม้เขาจะยังเหนือกว่าเรา เพราะทิ้งเรามานานเป็น 10-20 ปี แต่เราสามารถนำทรัพยากรที่มีไปต่อยอดรายได้และทักษะอาชีพแก่กลุ่มมิดเดิลคลาส และปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำให้ได้

สำหรับวิธีการแก้ไขความยากจนของรัฐบาล มันต้องเริ่มที่ตัวพื้นที่ชุมชน ประกอบด้วยผลผลิตทางการเกษตร, สินค้าของชุมชน, การบริหารชุมชน ทำอย่างไรให้เข้มแข็ง และอีกปัจจัยที่สำคัญมากที่สุดคือ “ท่องเที่ยว” ทำอย่างไรให้รายได้จากนักท่องเที่ยวเผื่อแผ่ไปยังชุมชนให้ได้ นี่คือหัวใจ

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้ทำคือ ทุกหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนท่องเที่ยวมาช่วยกัน เอาความก้าวหน้าของท่องเที่ยวให้ลงไปถึง “เมืองรอง” และในระดับ “ชุมชน” ถ้าทำได้ บางแห่งทำได้ทันที บางแห่งต้องใช้เวลา เราต้องรู้จักจัดลำดับความสำคัญ

“ศักยภาพเมืองรองมันเยอะ แต่มันตัน มันไม่ได้รับการทะลุทะลวง ระยะหลังที่ดีขึ้น เพราะมีสายการบินโลว์คอสต์เข้าไปช่วยบินจังหวัดรอง ๆ มากขึ้น ทำให้เจริญผิดหูผิดตา เช่น น่านเจริญมาก แต่ดันไม่ไปต่อที่แพร่ ดังนั้นเราต้องโฟกัสเป็นหนึ่งเดียวกันก็จะรู้ว่าเราต้องทำอะไร คำถามของผมคือ เมื่อเราตั้งใจให้การพัฒนาท่องเที่ยวไปสู่การกระจายความมั่งคั่ง ให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น หน้าที่ของหน่วยงานรัฐและเอกชนท่องเที่ยวคือช่วยกันคิดว่าจะดึงคนไปเที่ยวเมืองรองเหล่านี้ได้อย่างไร”

โดยได้ให้การบ้านแก่กระทรวงท่องเที่ยวฯ และ ททท. ว่า ภายใน 2 เดือนนี้ ต้องกางแผนที่ออกมา ดูว่าชุมชนไหนที่มีศักยภาพทำท่องเที่ยวได้เลย จากนั้นชี้เป้าให้ชัด ๆ ว่าสินค้าและบริการด้านท่องเที่ยวที่จะพัฒนาออกมานั้นมีอะไรบ้าง จาก 155 ชุมชนที่มีศักยภาพ และภายใน 3-6 เดือนนี้ต้องเริ่มเห็นผลแล้ว

ตอนนี้ทางกรมบัญชีกลางช่วยปลดล็อกระเบียบให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นำเงินไปใช้พัฒนาเรื่องท่องเที่ยวได้แล้ว และอีก 4 เดือนรัฐบาลกำลังจะผลักดันงบประมาณก้อนใหญ่ที่เป็นเงินสะสมของ อปท. ประมาณ 1 แสนล้านบาท จึงขอให้รับไปประสานว่าจะนำมาพัฒนาท่องเที่ยวชุมชนใดได้บ้าง เพื่อทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในท้องถิ่นมากขึ้น จึงอยากให้ทุกคนเร่งระดมสมองคิดออกมาให้ได้ ไม่จำเป็นต้องไปคิดระดับแกรนด์สแลมใช้งบฯสูงเป็นหมื่นล้านบาท