ญี่ปุ่นเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ขาดแคลนพลังงาน ซ้ำเติมเศรษฐกิจ
หลังจากญี่ปุ่นแผ่นดินไหวขนาด 7.4 แมกนิจูด นอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ทางการต้องสั่งยุติโรงไฟฟ้าพลังความร้อน 6 แห่ง ในภูมิภาคดังกล่าวเป็นการชั่วคราว
ส่งผลให้รัฐบาลต้องประกาศเตือนภัย เรื่องการขาดแคลนพลังงานทั้งในกรุงโตเกียว และอีก 8 จังหวัดใกล้เคียง โดยใช้มาตรการสลับการจ่ายไฟแต่ละพื้นที่ ทั้งขอความร่วมมือประชาชนลดการใช้ไฟฟ้า
ประกอบกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นในกรุงโตเกียวที่มีอุณหภูมิลดต่ำลง ส่งผลให้เกิดการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น และการเริ่มผ่อนคลายคุมโควิด ทำให้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเริ่มกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง
จากเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิ ระเบิดหลังแผ่นดินไหวใหญ่ 9.0 แมกนิจูด พร้อมคลื่นสึนามิถล่มเมื่อปี 2011 ทำให้ญี่ปุ่นเปลี่ยนแนวทางผลิตพลังงาน จากการใช้ไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ไปสู่พลังงานสะอาดในอีก 10 ปีข้างหน้า ปีที่แล้วรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้ 1 ใน 3 ของการผลิตไฟฟ้า
พร้อมกับแผนลดการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซและถ่านหินลงประมาณครึ่งหนึ่งภายในสิ้นทศวรรษนี้ อย่างไรก็ตาม การใช้พลังงานรูปแบบดังกล่าวก็ไม่อาจเพียงพอต่อความต้องการใช้ขั้นต่ำในปัจจุบัน (base load) ส่งผลให้บรรดาภาคธุรกิจส่งเสียงเรียกร้องให้กลับมาเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศอีกครั้งเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
แม้ล่าสุดรัฐบาลประกาศยกเลิกคำเตือนการขาดแคลนไฟฟ้าแล้ว จากดีมานด์ไฟฟ้าทยอยลดลงสู่ระดับใกล้เคียงปกติจากสภาพอากาศที่อุ่นขึ้น อย่างไรก็ตาม ความมั่นคงทางพลังงานของญี่ปุ่นยังคง “คาบเส้นวิกฤต” เนื่องจากจำต้องใช้เวลาเป็นทศวรรษในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และมีแนวโน้มจะวนลูปกลับมากระทบต่อญี่ปุ่นในอนาคต
สึนามิปี 2011 ทำให้ญี่ปุ่นสั่งปิดเตาปฏิกรณ์ทั้งหมด 54 แห่ง ซึ่งจ่ายไฟฟ้าประมาณ 30% ของทั้งประเทศ มีเพียง 10 แห่งที่ดำเนินการต่อได้ ปัจจุบันพลังงานนิวเคลียร์จ่ายไฟฟ้าน้อยกว่า 10% ที่เหลือถูกแทนที่ด้วยแหล่งก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน
และพลังงานแสงอาทิตย์ “ประชาชนจำนวนมากต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลังเหตุการณ์ฟุกุชิมะ จึงเป็นปัญหาที่ยากสำหรับรัฐบาลในการแก้ปัญหา” แอนโทนี สเตซ ผู้ค้าพลังงานในซิดนีย์ กล่าวและว่า รัฐบาลตระหนักถึงภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกและเร่งการเปิดเสรีตลาดพลังงานผ่านการปฏิรูปบริษัทพลังงานในปี 2016
เพื่อสลายการผูกขาดที่ถือครองโดยบริษัทสาธารณูปโภค แต่ผลลัพธ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น บรรดาเอกชนด้านพลังงานในภูมิภาคจึงรีบปลดโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูง ทำให้อุปทานที่มีอยู่ตึงตัวมากขึ้นจนส่งผลต่อความเสี่ยงเกิดภาวะวิกฤตพลังงาน
แดน ชูลแมน ผู้ก่อตั้ง Shulman Advisory ที่ปรึกษาด้านไฟฟ้าในญี่ปุ่น มองว่า “วิกฤตปัจจุบันจะไม่รุนแรง หรืออาจไม่กระทบอะไรเลย หากมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มากพอ ประกอบกับผลกระทบจากสงครามยูเครนทำให้ราคาพลังงานฟอสซิลผันผวน ขณะที่การพึ่งพาพลังงานสะอาดยังไม่อาจสร้างเสถียรภาพต่อระบบไฟฟ้าของประเทศได้”
ญี่ปุ่นซึ่งเป็นชาติที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในปริมาณสูง ด้วยปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าที่ยืดเยื้อ ประกอบกับสภาพอากาศแปรปรวน ความเสี่ยงแผ่นดินไหว การหยุดชะงักของซัพพลายเชื้อเพลิง ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจทำให้ญี่ปุ่นเกิดวิกฤตพลังงานวนลูป นั่นหมายถึงผลกระทบภาคอุตสาหกรรมที่กำลังต้องการฟื้นตัวหลังเผชิญโควิดมานานหลายปี